<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Korbsak Sabhavasu&#039;s Blog</title>
	<atom:link href="http://www.korbsak.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.korbsak.com</link>
	<description>Politics, Economics, Life</description>
	<lastBuildDate>Mon, 26 Jul 2010 14:42:39 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>3G ยังไม่จบ</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/07/3g-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/07/3g-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jul 2010 14:42:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1653</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้คุยเรื่องของ 2G และ 3G ไว้เมื่อปลายปี ๒๕๕๒    1-2-3 GO (3G) ตอนจบ ผ่านมาเกือบครบหนึ่งปี   โครงการ 3G ยังไม่เกิด   ปัญหาสัญญาสัมปทานของเอกชนที่มีกับองค์การโทรศัพท์และการสื่อสารเหมือนเดิม
วินาทีนี้ดูเหมือนว่าจะมีการประมูล 3G อีกไม่นานเกินรอ   ส่วนของรัฐฯ ก็ขันแข็งกับการแก้ปัญหาสัญญาสัมปทานที่คาราคาซังกันไว้หลายรัฐบาล    คาดว่าแนวทางการแก้ไขจะได้เห็นหน้าเห็นตากันอีก ๓-๔ สัปดาห์
วันนี้มีข้อมูลที่ได้เสาะแสวงหาช่วงวันหยุดยาวมาคุยให้ฟัง  ท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจและวิเคราะห์ได้ถูกว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปถูกทางหรือไม่  กับเรื่องของเทคโนโลยีไร้สาย  ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของเราไปเสียแล้ว
ตัวเลขล่าสุดคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือ ๖๖ ล้านเลขหมาย  ประเภทจ่ายก่อน โทรทีหลัง ประมาณ ๕๘ ล้านเลขหมาย  ส่วนที่เหลือเป็นแบบจ่ายรายเดือน  เพียงประมาณ ๘ ล้านเลขหมายเท่านั้น
ประชากรคนไทยของเรามี ๖๓ ล้านคนเศษ   เป็นผู้ที่อยู่ในวัยที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า ๔๕ ล้านคน  ดูตัวเลขอย่างนี้แล้วคงจะไม่ผิดที่บอกว่า  คนไทยมีโทรศัพท์มือถือน่าจะครบแล้วทุกคน
รายได้ของธุรกิจรวมแล้วประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี  เป็นรายได้รวมของธุรกิจทั้งส่วนของเสียงตาม (ไร้) สายและที่ส่งเป็นข้อมูล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้คุยเรื่องของ 2G และ 3G ไว้เมื่อปลายปี ๒๕๕๒    <a href="http://www.korbsak.com/2009/11/1-2-3-go-3g-3/" target="_blank">1-2-3 GO (3G) ตอนจบ</a> ผ่านมาเกือบครบหนึ่งปี   โครงการ 3G ยังไม่เกิด   ปัญหาสัญญาสัมปทานของเอกชนที่มีกับองค์การโทรศัพท์และการสื่อสารเหมือนเดิม</p>
<p>วินาทีนี้ดูเหมือนว่าจะมีการประมูล 3G อีกไม่นานเกินรอ   ส่วนของรัฐฯ ก็ขันแข็งกับการแก้ปัญหาสัญญาสัมปทานที่คาราคาซังกันไว้หลายรัฐบาล    คาดว่าแนวทางการแก้ไขจะได้เห็นหน้าเห็นตากันอีก ๓-๔ สัปดาห์<span id="more-1653"></span></p>
<p>วันนี้มีข้อมูลที่ได้เสาะแสวงหาช่วงวันหยุดยาวมาคุยให้ฟัง  ท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจและวิเคราะห์ได้ถูกว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปถูกทางหรือไม่  กับเรื่องของเทคโนโลยีไร้สาย  ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของเราไปเสียแล้ว</p>
<p>ตัวเลขล่าสุดคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือ ๖๖ ล้านเลขหมาย  ประเภทจ่ายก่อน โทรทีหลัง ประมาณ ๕๘ ล้านเลขหมาย  ส่วนที่เหลือเป็นแบบจ่ายรายเดือน  เพียงประมาณ ๘ ล้านเลขหมายเท่านั้น</p>
<p>ประชากรคนไทยของเรามี ๖๓ ล้านคนเศษ   เป็นผู้ที่อยู่ในวัยที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า ๔๕ ล้านคน  ดูตัวเลขอย่างนี้แล้วคงจะไม่ผิดที่บอกว่า  คนไทยมีโทรศัพท์มือถือน่าจะครบแล้วทุกคน</p>
<p>รายได้ของธุรกิจรวมแล้วประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี  เป็นรายได้รวมของธุรกิจทั้งส่วนของเสียงตาม (ไร้) สายและที่ส่งเป็นข้อมูล   รายได้ของผู้ประกอบการที่เป็นรายได้จากบริการการส่งข้อมูลอยู่ที่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี   คิดเป็นร้อยละ ๒๐ ของรายได้รวมทั้งหมด    เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ชี้ให้เห็นว่า คนไทยใช้โทรศัพท์เพื่อส่งข้อมูลไม่น่าจะเกินร้อยละ ๒๐ ของการใช้พูดคุยเท่านั้น (ตัวเลขจริงอาจน้อยกว่านี้มาก)</p>
<p>จากตัวเลขเบื้องต้นเริ่มมองออกว่าอนาคตของ 3G ( บริการเพื่อใช้ส่งข้อมูล ) จะไม่สดใสในช่วงเริ่มต้น   (มีผู้ใช้บริการไม่มาก)</p>
<p>ข้อมูลทางเทคนิคของ 3G และ 2G ที่น่าสนใจนอกเหนือจากที่กล่าวมายังมีอีกครับ</p>
<p>ทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจไร้สายความเร็วสูงกันสักนิดก่อน</p>
<p>คนที่ใฝ่ฝันอยากใช้ระบบ 3G เพราะเขาชอบความเร็วของระบบครับ   ระบบ 3G ทำให้สามารถรับส่งข้อมูล  ดู you tube อ่าน email ดาวน์โหลด อัปโหลดรูปถ่าย  จาก smart phone  หรือ notebook ได้แบบสบายๆ</p>
<p>ความจริงถ้านั่งเล่นคอมพ์อยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานโดยใช้ระบบบรอดแบนด์ความเร็วสูง   3G ก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่หรอก   ที่อยากได้  3G ก็เฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน  ออกพื้นที่  ไม่ได้นั่งอยู่ที่ทำงาน  ความเร็วของระบบกลายเป็นสิ่งสำคัญ   3G  มีประโยชน์มากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับความประพฤติ   การดำเนินชีวิตของผู้บริโภคนั่นเอง</p>
<p>ประเทศที่พัฒนาแล้วมีแน้วโน้มสูงว่าจะมีลูกค้า  3G มากเพียงพอ    3G ให้ความสดวกสบาย  มี smartphone  notebook  อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ตลอดเวลา   สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา    ความต้องการของลูกค้าจะต่างกัน</p>
<p>น่าจะตอบคำถามได้ในระดับหนึ่งว่าธุรกิจ 3G  เสี่ยงมากน้อยสำหรับนักลงทุนเพียงใด ในประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย</p>
<p>แล้วระบบ 2G ล่ะ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร</p>
<p>หลายประเทศทั่วโลกใช้ระบบ 2G   สัญญาสัมปทานของรัฐฯ กับเอกชนก็เป็นระบบนี้   ใช้คลื่นความถี่ 900 1800 MHZ spectrum</p>
<p>สัญญาสัมปทานทำกันไว้ในอดีตไม่ค่อยจะดีนัก    สร้างปัญหามากมาย  ฟ้องร้องกันวุ่นวายไปหมด    ขณะนี้รัฐฯ กำลังหาแนวทางเพื่อแก้ไข  อยากให้เกิดความเป็นธรรม  ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ     ธุรกิจนี้จะเดินได้หน้าต่อเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในประเทศ</p>
<p>พูดนั้นง่าย   แต่ทำให้เกิดขึ้นได้จริงแสนยาก  การแก้ไขสัญญาสัมปทานต้องเห็นชอบทั้งสองฝ่าย   รัฐฯ อยากแก้  คู่สัญญาเขาไม่ยอมก็เดินต่อได้ยาก</p>
<p>สัญญาสัมปทานที่ทำกันไว้มีจุดอ่อนที่เหมือนกันคือ    เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง    ถ้าไม่มีการต่อระยะเวลาออกไป  ผู้ประกอบการต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน   ทุกรายไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจครับ   ใบอนุญาตประกอบการจึงเป็นที่ต้องการสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด</p>
<p>รัฐฯ จึงมีข้อเสนอ   เสนอว่าทั้งสองฝ่ายมายุติสัญญาสัมปทานเส็งเคร็งนี้กันดีกว่า    แล้วรัฐฯ จะออกใบอนุญาตให้  เป็นใบอนุญาต 2G    ออกแทนที่ตามอายุสัญญาได้เลย  กทช.เห็นด้วยแน่นอน   และรัฐฯยังพร้อมจะหารือ กทช. ให้ออกใบอนุญาตที่มีระยะเวลานานเกินกว่าอายุของสัญญาที่เหลืออยู่     เช่นใบอนุญาตให้มีระยะเวลานานถึง ๑๕ ปี   ถึงแม้ว่าสัญญาสัมปทานเดิมอาจเหลืออายุเพียง ๕ ปี ๘ปี ก็ตาม</p>
<p>นโยบายการแก้ปัญหาดูเข้าท่าดี   การคำนวนรายได้ส่งรัฐฯก็เป็นตัวเลขที่อาจมีข้อยุติที่ไม่ยากเกินไปนัก   เจรจาข้อตกลงให้โปร่งใสก็น่าจะทำได้      ความยากของเรื่องไปอยู่ที่ใบอนุญาต    เพราะการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจไม่ใช่อำนาจของรัฐฯ แต่เป็นอำนาจของกทช. รัฐฯเสนอได้   แต่ออกใบอนุญาตให้ไม่ได้</p>
<p>ย้อนกลับมาดูเรื่องเทคนิคของระบบ 2G  กันอีกเล็กน้อย</p>
<p>คลื่นที่ใช้ของระบบ 2G คือ 900   1800 MHZ spectrum   วันนี้เทคนิคสมัยใหม่ไปไกลถึงกับว่า  ผู้ประกอบการสามารถนำคลื่นนี้มาใช้กับระบบ 3G  4G  ได้ เรียกว่า refarming   นี่คือปัญหาปวดหัว  เพราะกลายเป็นว่ามีคลื่นสำหรับ 2G แต่สามารถนำมาแบ่งใช้เป็น 3G 4G ได้   ไม่ใช่แค่ใช้ได้เฉยๆ   แต่ใช้ได้อย่างดีเสียด้วย      เทคโนโลยี่เดินหน้าเร็ว   ทำงานแบบช้าวชามเย็นชามตามโลกไม่ทันแน่ๆ</p>
<p>ข้อดีของ 3G บน  900 1800  MHZ  spectrum ถ้าจะเปรียบเทียบกับ 3G บน  2,100  MHZ  (กทช.กำลังจะประมูลในเร็ววันนี้)  มีหลายแง่มุม    ตัวอย่างเช่นในทางเทคนิค เสา ( tower base station) สามารถตั้งอยู่ในระยะที่ห่างกว่าของระบบ  3G  &#8211; 2,100 MHZ    มี tower base station น้อยจุด  ย่อมใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่า   หรือ  900 1800 spectrum มีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงกำแพงคอนกรีตได้ดีกว่า 2,100  MHZ   ประสิืทธิภาพในการใช้งานจึงเหนือกว่า</p>
<p>กลายเป็นว่า  ถ้าวันนี้ผู้ประกอบการได้ใบอนุญาตระบบ 2G  และได้รับอนุญาตให้แบ่งใช้คลื่น 900 1800 MHZ spectrum กับระบบ 3G 4G ได้    อาจเป็นสิ่งที่ดีสุด   เพราะลงทุนน้อยกว่า     ผู้ประกอบการสามารถบริหาร  2G  3G  4G ในอนาคต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีความยืดหยุ่น   สอดคล้องและเหมาะกับความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าบ้านเรา</p>
<p>ท่านผู้อ่านที่มีพื้นฐานอยู่บ้างคงเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามสื่อได้ไม่ยากเกินไปนัก  ที่เหลือขอเป็นถามตอบ Q&amp;A เพื่อความเข้าใจง่ายๆได้อย่างนี้ครับ</p>
<p><strong>Q.     2G  จะยังคงมีอยู่ในเมืองไทยอีกนานไหม?</strong></p>
<p>A.     ถ้ายกเลิกแล้วมือถือของพวกเรา 40-50 ล้านเครื่องจะเอาไปไว้ไหนครับ   ชัดเจนว่า 2G ยังต้องอยู่กับเราอีกนาน อยากใช้  3G  ต้องซื้อมือถือใหม่ครับ</p>
<p><strong>Q.     ผู้ประกอบการ 3G  โอนลูกค้าจาก 2G มา 3G    ทำให้รัฐฯ ขาดรายได้   จะแก้อย่างไร</strong></p>
<p>A.     ผมไม่มีคำตอบ  รู้เพียงว่าถ้าลูกค้าอยากเปลี่ยนมาใช้ 3G  โอนเบอร์เดิมได้แต่ต้องซื้อมือถือใหม่ที่เป็นระบบ 3G   จะมีลูกค้าซักกี่รายที่ทำได้    ผู้ประกอบการอาจมีแคมเปญลดราคามือถือ 3G  ก็ย่อมเป็นไปได้   จะคุ้มหรือไม่  ต้องดีดลูกคิดให้ดี</p>
<p><strong>Q.     ทำไมผู้ประกอบการต้องร่วมประมูล 3G  ด้วยถ้ามีโอกาสได้ใบอนุญาต 2G  ถึง ๑๕ ปี</strong></p>
<p>A.     ได้อันไหนก่อนก็เอาอันนั้น  ถ้า 2G มาก่อนและอนุญาตให้ refarm  900  1800  spectrum เพื่อใช้ 3G  4G ได้  ก็อาจไม่สนใบ     อนุญาต 3G – 2100 MH   แต่ถ้า 3G เกิดเร็ว  ต้องประมูลไว้ก่อน  อนาคตไม่มีอะไรแน่นอน จะได้ไม่พลาดแล้วเสียใจในภายหลัง (ขออนุญาตเดาใจผู้ประกอบการ )</p>
<p>ปวดหัวดีเหมือนกันครับ  หนังเรื่องนี้คงยาว  never ending story  ต้องรอดูกันต่อไป</p>
<p>ข้อมูลที่นำมาใช้อาจไม่ครบ ไม่สมบูรณ์ ก็ต้องขออภัย  ประเด็นหลักๆ คงไม่ต่างไปจากที่นำเสนอเท่าไหร่นัก</p>
<p>ส่งกำลังใจให้พวกเดียวกันที่เป็นผู้รับผิดชอบเรื่่องนี้   งานนี้หิน   ยากจริงครับๆ</p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-family: Georgia; font-size: xx-small;"><span>ข้อมูล:   http://www.telecomcircle.com/</span></span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-family: Georgia; font-size: xx-small;"><span> http://www.telecomcircle.com/http://www.hindustantimes.com</span></span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-family: Georgia; font-size: xx-small;"><span> http://thailand-business-news.com/markets/17087-thailand-reaches-66-million-mobile-phone-numbers/</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/07/3g-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ประเทศ(ตอนจบ-ปฏิรูปเศรษฐกิจ)</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/06/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a-%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/06/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a-%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 14:54:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1620</guid>
		<description><![CDATA[ยุทธศาสตร์ประเทศเขียนไว้หลายตอน   หลังสุด (ตอนที่ ๓ - ผมรักประเทศไทย) เขียนไว้เมื่อต้นเดือนมีนาคม     ตั้งใจว่าบทสุดท้ายจะให้จบปลายเดือน    เหตุการณ์จากการชุมนุมของคนเสื้อแดงทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป  ไม่เคยคิดว่าการรับอาสาเข้ามาทำงานทางการเมือง    จะรวมไปถึงการมีส่วนในการดูแลปัญหาด้านความมั่นคง  ซ้ำร้ายยังเป็นภัยความมั่นคงที่เกิดจากคนไทยด้วยกันเองเสียอีก
เป็นช่วงเวลาที่ต้องหยุดทุกอย่างที่เคยทำ   ชีวิตปกติเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน   มาถึงวันนี้ดูผิวเผินเหมือนว่าทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว   ความจริงเป็นอย่างไรผมไม่แน่ใจ    ที่แน่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง    สิ่งที่ผมได้สัมผัสได้รับรู้   และได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา   ทำให้หลายๆอย่างสำหรับผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
คนไทยส่วนหนี่งคงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก        บาดแผลลึกจากความแตกแยกนี้จะรักษาให้หายขาดหรือไม่ยากที่จะคาดเดา  อาจทุเลาลงถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับอนาคต   ลืมอดีตที่ขมขื่น  รู้จักให้อภัย   จดจำอดีตไว้เพียงเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต   พูดนั้นง่าย   แต่ทำใจให้ได้นั้นยากเสียเหลือเกิน
ถ้าจะมองไปข้างหน้า  มองอนาคต  เราจะเดินอย่างไรดี
หลายคนบอกว่าอนาคตของประเทศเราเป็นผู้กำหนด  ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองหน้าไหนทั้งสิ้น
ในโลกของความเป็นจริงอาจตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง      นักการเมืองต่างหากที่เป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศตัวจริง   เจ้าของประเทศอย่างเราๆเป็นแค่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ไม่ใช่นักการเมืองหรือที่อาจทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง     และไม่ใช่นักการเมืองหรือที่ทำให้ประเทศของเราอยู่ในสภาพเช่นที่เป็นในขณะนี้
ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเลือกนักการเมือง  เลือกส.ส.  ท่านส.ส.เดินเข้าสภาแล้วใช้เสียงข้างมากเลือกนายกรัฐมนตรี  นายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก   กระบวนการเป็นอย่างนี้ เวลาได้รัฐบาลดีก็แล้วไป แต่ถ้าได้รัฐบาลไม่ดี  บ้านเมืองบอบช้ำ   เวลาโทษนักการเมืองก็จะมีคนเถียงแทน   เขาบอกต้องโทษประชาชน นักการเมืองเป็นเองไม่ได้ต้องมีคนเลือก   คุณอยากเลือกนักการเมือง  เลือกพรรคการเมืองไม่ดีเข้ามาในสภาเอง  แล้วจะไปโทษใคร
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งแล้ว   เราเกือบไม่มีโอกาสกำหนดอนาคตของเราเท่าไหร่   หลังการเลือกตั้งทุกครั้ง  พวกเราก็ได้แต่หวังแบบลมๆแล้งๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยุทธศาสตร์ประเทศเขียนไว้หลายตอน   หลังสุด <a href="http://www.korbsak.com/2010/03/ยุทธศาสตร์ประเทศ-ตอนที๓/">(ตอนที่ ๓ - ผมรักประเทศไทย)</a> เขียนไว้เมื่อต้นเดือนมีนาคม     ตั้งใจว่าบทสุดท้ายจะให้จบปลายเดือน    เหตุการณ์จากการชุ<span id="more-1620"></span>มนุมของคนเสื้อแดงทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป  ไม่เคยคิดว่าการรับอาสาเข้ามาทำงานทางการเมือง    จะรวมไปถึงการมีส่วนในการดูแลปัญหาด้านความมั่นคง  ซ้ำร้ายยังเป็นภัยความมั่นคงที่เกิดจากคนไทยด้วยกันเองเสียอีก<img title="More..." src="http://www.korbsak.com/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" /></p>
<p>เป็นช่วงเวลาที่ต้องหยุดทุกอย่างที่เคยทำ   ชีวิตปกติเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน   มาถึงวันนี้ดูผิวเผินเหมือนว่าทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว   ความจริงเป็นอย่างไรผมไม่แน่ใจ    ที่แน่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง    สิ่งที่ผมได้สัมผัสได้รับรู้   และได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา   ทำให้หลายๆอย่างสำหรับผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว</p>
<p>คนไทยส่วนหนี่งคงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก        บาดแผลลึกจากความแตกแยกนี้จะรักษาให้หายขาดหรือไม่ยากที่จะคาดเดา  อาจทุเลาลงถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับอนาคต   ลืมอดีตที่ขมขื่น  รู้จักให้อภัย   จดจำอดีตไว้เพียงเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต   พูดนั้นง่าย   แต่ทำใจให้ได้นั้นยากเสียเหลือเกิน</p>
<p>ถ้าจะมองไปข้างหน้า  มองอนาคต  เราจะเดินอย่างไรดี</p>
<p>หลายคนบอกว่าอนาคตของประเทศเราเป็นผู้กำหนด  ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองหน้าไหนทั้งสิ้น</p>
<p>ในโลกของความเป็นจริงอาจตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง      นักการเมืองต่างหากที่เป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศตัวจริง   เจ้าของประเทศอย่างเราๆเป็นแค่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง</p>
<p>ไม่ใช่นักการเมืองหรือที่อาจทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง     และไม่ใช่นักการเมืองหรือที่ทำให้ประเทศของเราอยู่ในสภาพเช่นที่เป็นในขณะนี้</p>
<p>ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเลือกนักการเมือง  เลือกส.ส.  ท่านส.ส.เดินเข้าสภาแล้วใช้เสียงข้างมากเลือกนายกรัฐมนตรี  นายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก   กระบวนการเป็นอย่างนี้ เวลาได้รัฐบาลดีก็แล้วไป แต่ถ้าได้รัฐบาลไม่ดี  บ้านเมืองบอบช้ำ   เวลาโทษนักการเมืองก็จะมีคนเถียงแทน   เขาบอกต้องโทษประชาชน นักการเมืองเป็นเองไม่ได้ต้องมีคนเลือก   คุณอยากเลือกนักการเมือง  เลือกพรรคการเมืองไม่ดีเข้ามาในสภาเอง  แล้วจะไปโทษใคร</p>
<p>แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งแล้ว   เราเกือบไม่มีโอกาสกำหนดอนาคตของเราเท่าไหร่   หลังการเลือกตั้งทุกครั้ง  พวกเราก็ได้แต่หวังแบบลมๆแล้งๆ  ว่าท่านส.ส.ที่เราเลือกเข้าไปนั่งในสภาจะทำหน้าที่ให้ดี   สมใจกับที่เราได้กากะบาทให้เท่านั้น</p>
<p>อยากจะเป็นท่านส.ส.กับเขาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ลงสมัครอิสระไม่ได้ต้องสังกัดพรรค บอกว่าส.ส.ทำงานเพื่อประเทศ ไม่ใช่เพื่อท้องถิ่น   แต่เวลาสมัครต้องเป็นคนที่เกิดในพื้นที่นั้นๆ   หรือเคยร่ำเรียน  หรืออยู่อาศัยในพื้นที่มาช่วงเวลาหนึ่ง   ประชาชนผู้่มีสิทธิเลือกตั้งมีตัวเลือกคือมีผู้สมัครส.ส.ที่มีคุณสมบัติตามสเปคไม่มากนัก  ซ้ำร้ายบางเขตเลือกตั้งพรรคการเมืองยังมีการฮั้วส่งผู้สมัครอีกต่างหาก โลกแห่งความเป็นจริงทำให้เราไม่ค่อยจะได้ส.ส.ในฝัน ส.ส.ที่เรากล้าพูดได้ว่า  &#8220;คนนี้ผมเลือกเอง&#8221;</p>
<p>ที่ร่ายยาวเรื่องของท่านส.ส.  ก็เพราะท้ายที่สุดของยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาประเทศ   แผนการปฎิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย จะดูดี  ทำได้หรือไม่   ท่านส.ส.ทั้งหลายเป็นตัวจักร  เป็นกลไกสำคัญครับ</p>
<p>ปัญหาของการชุมนุมของคนเสื้อแดงทำให้มีคนพูดถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย    ผมว่าเรื่องความไม่เป็นธรรมมีจริง   ผมว่าเรื่องช่องว่างของคนจนและคนรวยมีจริง      แต่ผมไม่เคยเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ทำให้ภาคประชาชนคนเสื้อแดงต้องมีกองกำลังพร้อมอาวุธ   ต้องปักหลักชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย ต้องเอาเลือดมาเท  ต้องถึงกับเผาบ้านเผาเมือง  ต้องล้มสถาบัน  ไม่เกี่ยวเลยครับ ความเลื่อมล้ำของสังคมเป็นข้ออ้างเพื่อให้ดูดีแต่แท้ที่จริงเป็นเรื่องของการเมืองที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ ส่วนตน  ของพรรค  ของพวกทั้งสิ้น</p>
<p>ผมเขียนเรื่องยุทธศาสตร์ประเทศ  ผมพูดถึงปัญหาคนจน คนรวยก่อนที่คนเสื้อแดงจะเผาบ้านเผาเมืองเสียด้วยซ้ำเพราะผมเชื่อว่าปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยนับวันจะห่างมากขึ้นทุกวันและเป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไข   แต่ผมเพียงได้แค่บ่น  อาจมีคนเห็นด้วยบ้าง แต่ก็ไม่มีคนสนใจอย่างจริงจัง     ข้อดีที่ผมเห็นจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงคือเกิดการตื่นตัว   อาจจะเป็นที่สังคมคนรวยเริ่มกังวล  เริ่มมองเห็นว่าถ้าปล่อยให้ปัญหาบานปลาย   ตนเอง(คนรวย)อาจเดือดร้อน  ตรงนี้ดี  เข้าเป้าครับ</p>
<p>ท่านผู้อ่านที่ได้อ่านบทความของผมตั้งแต่แรก <a href="http://www.korbsak.com/2010/02/exit-strategy-2/">( ยุทธศาสตร์ประเทศ ตอนที่ ๑) </a>คงจำได้ว่าผมเปรียบประเทศเป็นบริษัทแม่  และ 76 จังหวัดของประเทศเป็นบริษัทลูก       บริษัทแม่หารายได้จากการค้าขายกับบริษัทฯอื่นๆในต่างประเทศ (การส่งออก การท่องเที่ยว)      และให้บริษัทลูกๆกันเอง  ค้าขายภายในประเทศ (การบริโภคภายใน ประเทศ)   รายได้ที่ได้จากการค้าขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ   แบ่งปันนำมารวมกันในรูปแบบของภาษี   เป็นรายได้ของแผ่นดิน   เดียวนี้รายได้แผ่นดินตัวเลขสูงกว่าล้านล้านบาทต่อปีครับ</p>
<p>ผมได้เคยพูดไว้ว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมจะไม่เกิดขึ้น     ถ้าเรานำรายได้แผ่นดินมาแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้นคือประชาชนกว่า 63 ล้านคน อย่างเป็นธรรม  เท่าและทัดเทียมกัน</p>
<p>กระบวนการการแบ่งผลกำไรหรือรายได้ของบริษัทประเทศไทยนี้ต้องมีกฎหมายรองรับครับ    เรียกว่า พรบ.งบประมาณประจำปี   ผู้เสนอกฏหมายคือรัฐบาล  ผู้ให้ความเห็นชอบ  พิจารณารายละเอียด ปรับลดงบประมาณคือท่านส.ส. ตัวแทนของพวกเรา    เริ่มมองเห็นความสำคัญของท่านส.ส.ผู้ทรงเกียรติ (ด้วยความเคารพ) หรือยังครับ</p>
<p>มีคำถามว่ารัฐบาลที่ดีควรจัดสรรงบประมาณอย่างไรจึงจะเกิดความเป็นธรรมในสังคมนี้   คำตอบคือทุกรัฐบาลรู้ว่าควรจะทำอย่างไร  เพราะผู้บริหารอ่านตำราเดียวกันหมด      ไม่ว่าจะเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคการเมืองพรรคใดก็แล้วแต่   อยู่ที่ใจของนักการเมืองครับว่าจะทำเพื่อประชาชน   หรือเพื่อตนเองและพรรคพวก</p>
<p>ความยากจึงอยู่ที่การเมือง    ความยากอยู่ที่ว่าผู้ถือหุ้น (ประชาชน) จะสนใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร  ถ้าผู้ถือหุ้นสนใจการเมืองน้อย  เลือกตั้งแล้วก็แล้วกัน   อย่างนี้เสร็จนักการเมือง  แต่ถ้าภาคประชาชนเข้มแข็ง เฝ้าดูพฤติกรรมของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด   พรรคการเมือง นักการเมืองก็จะระมัดระวังตัวมากขึ้น</p>
<p>ข่าวดีคือวันนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าปล่อยให้นักการเมืองเอาประเทศไปบรรเลงกันเองไม่ได้เสียแล้ว   ประชาชน ผู้ถือหุ้น จึงต้องลงมาเล่นเสียเอง    นี่ละครับคือที่มาของการปฎิรูปประเทศไทยโดยภาคประชาชนครั้งสำคัญ</p>
<p><em>(ท่านผู้อ่านอาจแปลกใจว่าทำไมผมถึงเขียนบทความที่เหมือนกับดูถูกดูแคลนนักการเมือง   ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นนักการเมืองมากว่า 20 ปีแล้ว   ต้องออกตัวว่าทุกสังคมมีคนดี คนไม่ดีปนกันไป  สังคมการเมืองก็ไม่ต่าง  นักการเมืองที่ผมกล่าวถึงคือประเภทคนไม่ดี   นักการเมืองดีๆก็มีไม่น้อย)</em></p>
<p>ผมจะขอแสดงความเห็นในเรื่องของการปฎิรูปเศรษฐกิจของประเทศ  เฉพาะประเด็นของการแก้ปัญหาความยากจน  ผมเชื่อว่าปัญหานี้แก้ได้   หัวใจคือต้องแบ่งผลกำไรจากการค้าขายของบริษัทประเทศไทยให้กับผู้ถือหุ้นกว่า 63 ล้านคนอย่างเป็นธรรม  ไม่ใช่คนรวยได้มาก  คนจนได้แต่เศษที่เหลือ</p>
<p>ข้อเสนอของผมครับ</p>
<p>ให้ภาคประชาชนไปสร้างกลไกในการกำหนดวิธีการจัดสรรงบประมาณ    รื้อใหม่ทั้งหมด   อาจสร้างกลไกที่บังคับให้ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการในการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ด้อยโอกาส   ยกตัวอย่างเช่น  งบประมาณเรียนฟรีจริง   งบประมาณรักษาพยาบาลถ้วนหน้า  งบประมาณดูแลผู้สุงอายุ   งบประมาณประกันรายได้เกษตรกร  เหล่านี้   ให้กลายเป็นงบประจำเสียทั้งหมด</p>
<p>เมื่อลูกหลานของครอบครัวผู้ถือหุ้นได้โอกาสในการศึกษาที่ทัดเทียมกัน   เมื่อรัฐบาลดูแลทุกครอบครัวเวลาเจ็บป่วย และเมื่อพ้นวัยทำงาน    หรือเมื่อเกษตรกรทำการเกษตรแล้วต้องไม่มีคำว่าขาดทุน    ให้เกษตรกรมีรายได้ประจำเช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือน   ดำเนินการในแนวนี้ติดต่อกันทุกปี    กำหนดไว้เลยว่าไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ   เป็นการแบ่งกำไรจากรายได้ของประเทศให้ทุกผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างทัดเทียมกัน</p>
<p>นอกจากนั้นเมื่อมีเงินเหลือก็ต้องแบ่งกำไรเพื่อใชัในการลงทุนด้านอื่นๆ   การแบ่งกำไรเพื่อลงทุนให้กับบริษัทลูกๆ (งบจังหวัด)    หรือการนำรายได้ไปลงทุนก่อสร้างโครงการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นเกษตรกรหรือนักธุรกิจได้ประโยชน์ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง   ต้องให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง  ต้องสร้างกลไกเพื่อให้นักการเมืองหรือท่านส.ส.ที่ต้องการทำหน้าที่ในการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ  ให้ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ    และมีระบบการตรวจสอบ  เพื่อยากต่อการทุจริตโกงกินเงินงบประมาณ</p>
<p>นโยบายหรือกลไกการตรวจสอบโดยภาคประชาชนกับการลงทุนของรัฐหรือภาคเอกชนที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม  กับทรัพยากรธรรมชาติก็ต้องให้มีการกำหนดที่ทำได้จริง    แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้เกิดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ</p>
<p>จะใช้เงินงบประมาณขยายถนน  ๔ เลน ๖ เลน     เพื่อความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว   ขยายถนนแล้วต้องตัดต้นไม้ใหญ่  และอาจทำให้มีนักท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่ควร   เช่นกรณีเขาใหญ่     ก็ต้องรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้ถือหุ้นเจ้าของประเทศไม่ว่าจะเป็นป่า เช่นเขาใหญ่  หรือหาดริมทะเล  หัวหิน  พัทยา  กระบี่ ภูเก็ต     เหล่านี้เป็นสมบัติของพวกเราทุกคน    ถ้าจะเอาสมบัติเหล่านี้ไปทำประโยชน์ก็ต้องคิดให้รอบคอบ</p>
<p>การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องจำเป็น   ป่าเราต้องสงวน   หาดทรายสวยๆ ก็ต้่องเก็บไว้    ใครอยากมาเที่ยว   ใครอยากมาชม  มาได้แต่ต้องกำหนดปริมาณไม่ให้มากเกิน    วิธีกำหนดก็ไม่ยาก   เช่นถนนแคบก็ไม่ต้องไปขยาย      ถ้าถนนแคบ  รถติด  เดินทางลำบาก  ยิ่งดี   เพราะจำนวนนักท่องเที่่ยวจะได้น้อยลงไปบ้าง      เขาใหญ่ของเราจะได้คงสภาพความเป็นป่ามรดกโลกไวั  ไม่เสื่อมโทรม  เที่ยวน้อยแต่เที่ยวได้นานเป็นสิ่งที่ควรทำ</p>
<p>ผมอาจมีความคิดที่ต่างกับหลายๆท่าน   อาจเป็นเพราะผมหวงทรัพยากรของชาติมากผิดปกติ       ผมอยากให้เราสามารถสร้างรายได้จากสมบัติอันน้อยนิดที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยขน์ในระยะยาวตลอดไป</p>
<p>ที่พูดมานี่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สร้าง ไม่ขยายถนน ไม่พัฒนาประเทศ ที่ต้องการสื่อคือเงินงบประมาณเป็นของผู้ถือหุ้น  เป็นของประชาชนกว่า 63 ล้านคน จะใช้ทำอะไรต้องให้เกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้นอย่างถ้วนหน้า   โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ด้อยโอกาสครับ</p>
<p>ผมมีความเชื่อว่าการปฎิรูปเศรษฐกิจของประเทศคงไม่สามารถทำให้ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันได้   แต่ผมเชื่อและถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสที่เท่าเทียมกัน</p>
<p>การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยในมุมมองของผมครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/06/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%9a-%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลัง Roadmap ปรองดอง</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-roadmap-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-roadmap-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 May 2010 19:49:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[วิดีโอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1606</guid>
		<description><![CDATA[เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลเบื้องหลัง Roadmap ปรองดอง ในรายการข่าวข้นคนข่าว ออกอากาศเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลเบื้องหลัง Roadmap ปรองดอง ในรายการข่าวข้นคนข่าว ออกอากาศเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/05/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-roadmap-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประเทศไทยต้องมาก่อน (Putting Thailand First)</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/04/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-putting-thailand-first/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/04/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-putting-thailand-first/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Apr 2010 12:37:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1574</guid>
		<description><![CDATA[เอายังไงดีครับ ๑. ยุบหรือไม่ยุบ  ๒. นายกลาออกแล้วหานายกใหม่  ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ   ๓. นายกอยู่ต่อ  เข้าสลายม๊อบ   จับตัวผู้ทำผิดกฎหมายมาลงโทษ  ยอมรับความสูญเสียบ้าง
เป็นคำถามยอดฮิตที่ยังไม่มีคำตอบ    แน่นอนว่าความต้องการของคนเสื้อแดงและกองเชียร์ จะสวนทางกับข้อเสนอของรัฐบาลและแฟนๆของรัฐบาล
แล้วเสียงส่วนใหญ่ของเจ้าของประเทศ (มีมากเสียด้วย) ที่ยังไม่มีโอกาสแสดงความเห็นละครับ ต้องการอะไร
ถามผม ผมตอบว่าคนไทยทุกคนอยากเห็นความสงบ  สันติ  ความสามัคคี  รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน คนไทยก็ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมที่พึ่งได้  ใครเป็นผู้ก่อการร้าย   ใครเป็นฆาตรกร  ใครคือตัวการที่คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์    คนเหล่านี้ต้องถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น
คนไทยทุกคนต้องการที่จะช่วยกันสร้างประเทศให้แข็งแกร่ง   ประเทศต้องเดินหน้าต่อให้ได้ ผมว่าคนไทยอยากเห็นการแก้ปัญหาโดยการนำประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง  ไม่ใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง  หรือของนักการเมือง  ของพรรคการเมือง  ประเทศไทยต้องมาก่อน
ยุบหรือไม่ยุบ  ลาออก   ปราบคนเสื้อแดง  คนเสื้อแดงเพิ่มความรุนแรง    เหล่านี้ไม่ตอบโจทย์ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการหรอกครับ
ก่อนจะช่วยกันมองหาทางออก  ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมากันครับ  จะเล่าให้ฟังว่า งานที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องทำให้ผมได้รับรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง
งานของผมเริ่มจากการรับภาระเป็นหัวหน้าคณะทำงานประสานงานของรัฐบาล ความรับผิดชอบคือลดความร้อนแรงระหว่างคนเสื้อแดงกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ  เปิดช่องสื่อสารระหว่างรัฐบาลและตัวแทนคนเสื้อแดง   เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกับเจ้าของสมญานาม  “เหวง”
ตอนนั้นการชุมนุมยังถือได้ว่าอยู่ในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด  มีล้ำเส้นอยู่บ้างตามช่วงเวลาที่อารมณ์พาไป  แต่ก็ไม่มีอะไรรุนแรงเกินกว่าที่จะรับไม่ได้  การประสานงานได้ผลพอควร
ผมหยุดการประสานงานช่วงที่มีการเทเลือดครับ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เอายังไงดีครับ ๑. ยุบหรือไม่ยุบ  ๒. นายกลาออกแล้วหานายกใหม่  ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ   ๓. นายกอยู่ต่อ  เข้าสลายม๊อบ   จับตัวผู้ทำผิดกฎหมายมาลงโทษ  ยอมรับความสูญเสียบ้าง<span id="more-1574"></span></p>
<p>เป็นคำถามยอดฮิตที่ยังไม่มีคำตอบ    แน่นอนว่าความต้องการของคนเสื้อแดงและกองเชียร์ จะสวนทางกับข้อเสนอของรัฐบาลและแฟนๆของรัฐบาล</p>
<p>แล้วเสียงส่วนใหญ่ของเจ้าของประเทศ (มีมากเสียด้วย) ที่ยังไม่มีโอกาสแสดงความเห็นละครับ ต้องการอะไร</p>
<p>ถามผม ผมตอบว่าคนไทยทุกคนอยากเห็นความสงบ  สันติ  ความสามัคคี  รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน คนไทยก็ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมที่พึ่งได้  ใครเป็นผู้ก่อการร้าย   ใครเป็นฆาตรกร  ใครคือตัวการที่คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์    คนเหล่านี้ต้องถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น</p>
<p>คนไทยทุกคนต้องการที่จะช่วยกันสร้างประเทศให้แข็งแกร่ง   ประเทศต้องเดินหน้าต่อให้ได้ ผมว่าคนไทยอยากเห็นการแก้ปัญหาโดยการนำประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง  ไม่ใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง  หรือของนักการเมือง  ของพรรคการเมือง  ประเทศไทยต้องมาก่อน</p>
<p>ยุบหรือไม่ยุบ  ลาออก   ปราบคนเสื้อแดง  คนเสื้อแดงเพิ่มความรุนแรง    เหล่านี้ไม่ตอบโจทย์ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการหรอกครับ</p>
<p>ก่อนจะช่วยกันมองหาทางออก  ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมากันครับ  จะเล่าให้ฟังว่า งานที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องทำให้ผมได้รับรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง</p>
<p>งานของผมเริ่มจากการรับภาระเป็นหัวหน้าคณะทำงานประสานงานของรัฐบาล ความรับผิดชอบคือลดความร้อนแรงระหว่างคนเสื้อแดงกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ  เปิดช่องสื่อสารระหว่างรัฐบาลและตัวแทนคนเสื้อแดง   เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกับเจ้าของสมญานาม  “เหวง”</p>
<p>ตอนนั้นการชุมนุมยังถือได้ว่าอยู่ในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด  มีล้ำเส้นอยู่บ้างตามช่วงเวลาที่อารมณ์พาไป  แต่ก็ไม่มีอะไรรุนแรงเกินกว่าที่จะรับไม่ได้  การประสานงานได้ผลพอควร</p>
<p>ผมหยุดการประสานงานช่วงที่มีการเทเลือดครับ  เพราะเริ่มมองเห็นอาการของคนเสื้อแดงว่าแนวโน้มน่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อยกระดับมาถึงขั้นนี้แล้ว  ประสานไปก็ไร้ค่า</p>
<p>ไม่นานเกินรอ การประสานงานได้พัฒนาขึ้นเป็นการเจรจา   ตามที่ได้เห็นกันหน้าจอทีวีนั่นละครับ  มีการพูดคุยกันสองรอบ</p>
<p>เริ่มพูดคุยกันเมื่อคนเสื้อแดงได้มาชุมนุมอยู่ทีหน้าราบ ๑๑ ประมาณ ๕,๐๐๐ คน  อีก ๓๐,๐๐๐ คนจากผ่านฟ้าพร้อมเคลื่อนมาสมทบ วันนั้นผมได้คุยกับคุณณัฐวุฒิ ฝ่ายเสื้อแดงยอมถอนกำลังทั้งหมดกลับที่ตั้งคือที่ผ่านฟ้าเพื่อแลกกับการเจรจา กำหนดการเจรจา ๔ โมงเย็นในวันเดียวกัน    คุ้มค่าสำหรับผมที่เกิดการเจรจา  เพราะถ้าปล่อยให้คนเสื้อแดงจำนวนมากเดินทางมาชุมนุมที่หน้าค่ายทหาร    และอาจปีนรั้วข้ามเข้ามาในค่าย แค่นึกภาพก็หวาดเสียวแล้วครับ</p>
<p><em>วันนั้นทำให้ผมทราบว่าคุณณัฐวุฒิเป็นคนคุมกำลังของคนเสื้อแดง</em></p>
<p>ครั้งที่สองเป็นเหตุการณ์ของคืนวันที่ ๑๐  คนแรกที่ผมคุยด้วยคือคุณจาตุรณและมีการโยนไม้ต่อไปให้คุณณัฐวุฒิ   จบลงที่คุณณัฐวุฒิขึ้นแถลงบนเวทีและท่านนายกพูดผ่านโทรทัศน์  หยุดเหตุการณ์ลงได้ก่อนจะเสียหายมากขึ้นไปอีก</p>
<p>สำหรับเหตุการณ์ที่สีลมไม่ได้มีการเจรจา เพราะเกิดขึ้นจากการโจมตีของกองกำลังที่ไม่ทราบฝ่าย (ฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เกี่ยวข้องกับตน)   ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้เพราะฝ่ายเสื้อแดงมีการตั้งด่านและใช้มวลชนมาเป็นกันชน</p>
<p>ผมได้พยายามเจรจาให้มีการรื้อด่านเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการยิง M79 แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย</p>
<p>ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงปรับกลยุทธ์การชุมนุม  มีการแสดงออกว่าพร้อมเจรจาอีกครั้ง  ขณะเดียวกันก็เริ่มสร้างสถานการณ์ว่าจะมีการสลายการชุมนุม  ยกระดับการชุมนุมในต่างจังหวัด  และมีการเปลี่ยนเสื้อสีแดงเป็นคนเสื้อไม่มีสี   พร้อมโจมตีรัฐบาลว่าเตรียมเข่นฆ่าประชาชน</p>
<p>ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าคนเสื้อแดงไม่เคยมีความจริงใจในการเจรจา  จึงได้สั่งให้ผมหยุดภารกิจนี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา   สัปดาห์ที่แล้วคุณวีระได้ขึ้นเวที  เปลี่ยนข้อเสนอ ขยับเวลาจากการยุบสภาทันทีเป็นยุบสภาภายใน ๓๐ วัน  คุณวีระยังได้กล่าวในที่ประชุมด้วยว่า   ได้พูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลแล้ว  และกำลังรอคำตอบ</p>
<p>ผมเกรงว่าจะมีการเข้าใจผิด   จึงอาศัยช่องทางทางทวีตเตอร์  เล่าให้เพื่อนๆทราบว่า  ไม่ใช่ผมนะที่ไปเจรจา</p>
<p>ถึงทางตันหรือยัง</p>
<p>มุมมองของผมเป็นอย่างนี้ครับ</p>
<p>ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดงหรือรัฐบาลถูกแรงกดดันจากทุกด้านที่ต้องให้การชุมนุมครั้งนี้จบเร็ว</p>
<p><em>ฝ่ายเสื้อแดงก็อยากจบเร็ว เพราะตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อมีประชาชนเสียชีวิตแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่สมหวังอย่างที่คิด จึงมีคำถามว่าจะต้องตายอีกกี่ศพการเมืองถึงจะเปลี่ยน ผู้นำเริ่มกังวลว่าท้ายที่สุดจะต้องถูกกล่าวหาว่าพาคนมาตาย อนาคตจะเป็นอย่างไร </em></p>
<p><em>รัฐบาลภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ดูเหมือนว่าจะถูกกดดันมากขึ้นทุกวันเช่นกัน ยังจับผู้ก่อการร้ายและกองกำลังไม่ทราบฝ่ายไม่ได้ ผู้ทีถูกหมายจับเกือบทั้งหมดยังลอยนวล ลอยหน้าลอยตาออกทีวี พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสบายๆ อย่างไรก็ตาม ประชาชนเป็นจำนวนไม่น้อยยังให้กำลังใจนายกอภิสิทธิ์ เพราะเข้าใจถึงความยากของปัญหา แต่ความอดทนของประชาชนย่อมมีขีดจำกัดเช่นกัน</em></p>
<p>มองปัญหาอย่างนี้แล้วเห็นชัดว่า   ทางออกของทั้งสองฝ่ายคือการเจรจา  คำถามต่อว่าจะเจรจาตกลงเรื่องอะไร   ยุบหรือไม่ยุบ   ถ้ายุบ   ยุบเมื่อไหร่  ถ้าไม่ยุบ นายกจะลาออก   หานายกใหม่หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ</p>
<p>มีซักกี่คนที่เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้แล้ว  ทุกอย่างจะจบลง  ถามผม  ตอบโดยไม่ต้องคิดว่า   ไม่มีวันจบครับ   เพราะนั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  ไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศในระยะยาว</p>
<p>ศึกษาปัญหาที่สร้างความแตกแยกก่อน   แต่ต้องทำใจให้เป็นกลางและวิเคราะห์ให้ลึกถึงที่มาของปัญหา</p>
<p>เริ่มได้อย่างนี้ครับ</p>
<p>รัฐบาลทักษิณสมัยที่ ๒ ได้เสียงสส.ในสภาท่วมท้น  รัฐบาลกร่าง  ใช้เสียงที่มีมากทำตามอำเภอใจ ลามไปถึงปัญหาการขายหุ้นของครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ  มีการซุกหุ้นเพื่อไม่ต้องเสียภาษี ไปไกลถึงมีการกล่าวหาว่าจาบจ้วงสถาบันเสียด้วยซ้ำ  เท็จจริงอย่างไรท่านผู้อ่านต้องพิจารณาเอง</p>
<p>เกิดการปฏิวัติเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นผลพวงจากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ  การปฏิวัติเพื่อแก้ปัญหาทำได้สำเร็จบ้าง  แต่ก็สร้างปัญหาในบางเรื่องจนบานปลาย</p>
<p>คดียุบพรรคหลายพรรคในภายหลังทำให้นักการเมืองกว่า ๒๐๐ ท่านถูกผลักออกจากงานการเมือง</p>
<p>ความแตกแยกสะสมเป็นแผลลึก ทำให้ได้รัฐบาลสมัคร  รัฐบาลสมชายที่อยู่ได้ไม่นาน  และยังมีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นอีก</p>
<p>วันนี้ได้รัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งมีคนส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่เกิดจากการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแบบไม่ปกติ ประชาชนส่วนหนึ่งจึงไม่ยอมรับ  (ขอให้ยุบสภา  เลือกตั้งกันใหม่)</p>
<p>ที่เห็นๆก็มีอยู่ประมาณนี้ละครับ</p>
<p>ปัญหาถ้ามองแบบผิวเผินอาจคิดว่าเป็นเรื่องของคนๆเดียวคือพ.ต.ท.ทักษิณ  และเป็นการต่อสู้ของพ.ต.ท.ทักษิณ  โดยการปลุกระดมให้ข้อมูลผิดๆกับพี่น้องประชาชน</p>
<p>แต่ถ้ามองลึกๆแล้วจะเห็นชัดว่านอกจากเป็นเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ยังมีนักการเมืองกว่า ๒๐๐ คนที่ถูกตัดสิทธิ์จากงานการเมือง    กว่าครึ่งเป็นผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกมาจากระบบเขตเลือกตั้ง  มีผู้สนับสนุนเขตละอย่างต่ำก็ ๕๐,๐๐๐ คน บางเขตเป็นแสนก็มี  ถ้านับท่านสส.เพียง ๑๐๐ ท่าน   รวมคนที่เป็นแฟนสนับสนุนอดีตสส.เหล่านี้ก็ ๕ ล้านคนเป็นอย่างน้อย</p>
<p>เป็นประชาชนจำนวนมากหลายล้านคนที่มีความเชื่อว่านักการเมืองที่เขาชื่นชอบถูกรังแก อารมณ์นี้ยังมีอยู่   ท่านผู้อ่านสังเกตให้ดีจะเห็นว่า  ญาติพี่น้อง  ลูกหลานของอดีตสส.เหล่านี้  ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วจะได้รับเลือกเป็นส่วนมาก   ขนาดบางคนไม่เคยทำงานทางการเมืองเลยแม้แต่น้อยก็ยังได้รับเลือก   ชาวบ้านเขาสงสารครับ</p>
<p>การปลุกระดมของแกนนำคนเสื้อแดงจึงทำได้ไม่ยากนัก เพราะพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งมีเชื้อความโกรธ   ความรู้สึกว่าคนของเขาถูกรังแกอยู่ในใจ  ความรู้สึกสองมาตรฐาน   ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องคนชนบทเท่านั้น  คนกรุงเทพก็มีจำนวนไม่น้อย  เมื่อได้น้ำเลี้ยงอย่างดีผสมเข้าไป  จุดปุ๊บก็ติดปั๊บ</p>
<p>ผมเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างนี้ครับ ๑. แยกเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณออกจากสมการ ไม่ให้เรื่องของสส.ผูกไว้กับเรื่องของอดีตนายก ๒.คนที่ทำความผิดทางคดีอาญาจากการชุมนุมที่ผ่านมาต้องเข้าสู่ขบวนการตามกฎหมาย ๓. ทุกส่วนของสังคมประณามขบวนการล้มเจ้า  ช่วยกันไล่ล่าเว็บเถื่อนที่ให้ร้ายสถาบัน  จับคนที่ทำผิดกฎหมายมาลงโทษอย่างจริงจัง ๔.สร้างกลไกเพื่อให้เกิดกระบวนการสมานฉันท์ที่ทุกฝ่ายพอรับได้อย่างไม่ชักช้า โดยใช้อำนาจการบริหาร  เมื่อทำได้ครบแล้วทุกคนเดินเข้าสนามเลือกตั้ง</p>
<p>ตกลงจะยุบสภาเมื่อไหร่</p>
<p>เมื่อเราพร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม  และยอมรับได้จากคนส่วนใหญ่ของประเทศ   กระบวนการสมานฉันท์คงทำได้เสร็จก่อนสิ้นปี  เลือกตั้งปลายปีน่าจะเหมาะสม  แต่อาจทำได้เร็วกว่าที่คิดก็เป็นได้</p>
<p>ถ้าคิดทำงานเพื่อประเทศ   ถ้าพร้อมใจกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เราทุกคนหวงแหน ถ้าคำนึงเสมอว่าประเทศไทยต้องมาก่อน   ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากใช่ไหมครับ</p>
<p>ทั้งหมดที่กล่าวเป็นความเห็นส่วนตัวของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง      ท่านผู้อ่านแสดงความเห็นกันหน่อยเป็นไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/04/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-putting-thailand-first/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเจรจายุบสภารอบที่ 3?</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/04/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-3-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/04/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-3-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Apr 2010 12:27:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[วิดีโอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1551</guid>
		<description><![CDATA[ให้สัมภาษณ์กับคุณสรยุทธ เรื่องการเจรจายุบสภากับกลุ่มคนเสื้อแดง รายการ เจาะข่าวเด่น วันที่ 30 มีนาคม 2553
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ให้สัมภาษณ์กับคุณสรยุทธ เรื่องการเจรจายุบสภากับกลุ่มคนเสื้อแดง รายการ เจาะข่าวเด่น วันที่ 30 มีนาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/04/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-3-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Map Tha Put Interview with Al Jazeera</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/03/map-tha-put-interview-with-al-jazeera/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/03/map-tha-put-interview-with-al-jazeera/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Mar 2010 04:40:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิดีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1588</guid>
		<description><![CDATA[AlJazeera (4/24/10) Industrial pollution in Thailand can be deadly, but a new court ruling which has suspended 76 polluting projects is costing jobs and billions in lost revenue. Can Thailand strike a balance between big business and the environment?
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a onclick="yt.events.stopPropagation(event);" href="http://www.youtube.com/user/AlJazeeraEnglish">AlJazeera</a> </strong>(4/24/10) Industrial pollution in Thailand can be deadly, but a new court ruling which has suspended 76 polluting projects is costing jobs and billions in lost revenue. Can Thailand strike a balance between big business and the environment?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/03/map-tha-put-interview-with-al-jazeera/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ประเทศ (ตอนที่ ๓ &#8211; ผมรักประเทศไทย)</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/03/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%93/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/03/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%93/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Mar 2010 13:58:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[exit strategy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1537</guid>
		<description><![CDATA[สัปดาห์นี้ขอคุยต่อจากที่ค้างไว้   อยากให้อ่านบทความ “ ผมรักกรุงเทพ ” ก่อน  เพื่อจะได้มีความต่อเนื่องครับ
“ ผมรักกรุงเทพ” เขียนไว้ช่วงที่ผมปลีกวิเวกอยู่ที่ปายและเป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน
เป็นความฝันของคนที่ผ่านเกษียณแล้วและยังพอนึกภาพออกว่ากรุงเทพฯหน้าตาเป็นอย่างไรในอดีต  ที่นั่งเขียนในวันนั้นดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ความฝัน  เรียกว่าฝันลมๆแล้งๆก็คงไม่ผิดนัก
ผมรักประเทศไทย   เข้าสู่โมดที่ไม่ใช่ความฝันครับ  แต่ขยับมาเป็นเรื่องของความอยาก  ความต้องการที่จะให้ความฝันเป็นความจริงให้ได้   วันนี้จะคุยให้ฟังว่าความฝันจะมีโอกาสเป็นจริงได้หรือไม่
ยุทธศาสตร์ปรเทศ ตอนที่๓ เป็นข้อเสนอในการลงทุนภายใน ๔-๖ ปีหน้าของบริษัทประเทศไทยครับ (มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะทำความฝันของผมให้เป็นจริงซ่อนอยู่ด้วย)
ขอเริ่มที่ประตูทางเข้า &#8211; ออก ของประเทศ  (ทางอากาศและทางน้ำ) เพราะรายได้ของประเทศหนีไม่พ้นการค้าขายในเวทีการค้าโลกและต้องผ่านประตูเข้า -ออกนี้ครับ
ทางอากาศที่เห็นชัดๆคือการลงทุนในสนามบินนานาชาติ กรุงเทพฯ  ภูเก็ต  เชียงใหม่ ขอนแก่น   ต้องลงทุนต่อยอดให้ทันสมัยพร้อมบริการอย่างดีเยี่ยม  รวมไปถึงสนามบินระดับรองเช่น สมุย กระบี่  ฯลฯ
สนามบินของกรุงเทพฯ  ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ  ให้มีการลงทุนควบคู่กัน  แยกผู้บริหารและการบริหารจัดการของทั้งสองสนามบิน ให้มีความเป็นอิสระและให้มีการแข่งขันกันเอง   รัฐฯวางนโยบายให้ทั้งสองสนามบินมีความเป็นพิเศษ(unique) ในการดำเนินธุรกิจ เช่น  ดอนเมืองอาจเป็นสนามบินที่มีประสิทธิภาพและการบริการที่ดีเยี่ยมในราคาย่อมเยา  ส่วนสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีความหลากหลาย ครบทุกรูปแบบ เป็นต้น   ปล่อยให้ลูกค้าเขาเลือกใช้กันเอง   ไม่ต้องบังคับว่าต้องบินภายในและหรือระหว่างประเทศเท่านั้น
ขยายการลงทุน Airport Link เพื่อต่อเชื่อมระหว่าง ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
ทางน้ำ  เรามีประตูเข้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">สัปดาห์นี้ขอคุยต่อจากที่ค้างไว้   อยากให้อ่านบทความ <span style="color: #3b6cff;"><a href="http://www.korbsak.com/2010/02/i-love-bangkok/" target="_blank">“ ผมรักกรุงเทพ ” </a></span>ก่อน  เพื่อจะได้มีความต่อเนื่องครับ</p>
<p style="text-align: left;">“ ผมรักกรุงเทพ” เขียนไว้ช่วงที่ผมปลีกวิเวกอยู่ที่ปายและเป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน<span id="more-1537"></span></p>
<p style="text-align: left;">เป็นความฝันของคนที่ผ่านเกษียณแล้วและยังพอนึกภาพออกว่ากรุงเทพฯหน้าตาเป็นอย่างไรในอดีต  ที่นั่งเขียนในวันนั้นดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ความฝัน  เรียกว่าฝันลมๆแล้งๆก็คงไม่ผิดนัก</p>
<p style="text-align: left;">ผมรักประเทศไทย   เข้าสู่โมดที่ไม่ใช่ความฝันครับ  แต่ขยับมาเป็นเรื่องของความอยาก  ความต้องการที่จะให้ความฝันเป็นความจริงให้ได้   วันนี้จะคุยให้ฟังว่าความฝันจะมีโอกาสเป็นจริงได้หรือไม่</p>
<p style="text-align: left;">ยุทธศาสตร์ปรเทศ ตอนที่๓ เป็นข้อเสนอในการลงทุนภายใน ๔-๖ ปีหน้าของบริษัทประเทศไทยครับ (มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะทำความฝันของผมให้เป็นจริงซ่อนอยู่ด้วย)</p>
<p style="text-align: left;">ขอเริ่มที่ประตูทางเข้า &#8211; ออก ของประเทศ  (ทางอากาศและทางน้ำ) เพราะรายได้ของประเทศหนีไม่พ้นการค้าขายในเวทีการค้าโลกและต้องผ่านประตูเข้า -ออกนี้ครับ</p>
<p style="text-align: left;">ทางอากาศที่เห็นชัดๆคือการลงทุนในสนามบินนานาชาติ กรุงเทพฯ  ภูเก็ต  เชียงใหม่ ขอนแก่น   ต้องลงทุนต่อยอดให้ทันสมัยพร้อมบริการอย่างดีเยี่ยม  รวมไปถึงสนามบินระดับรองเช่น สมุย กระบี่  ฯลฯ</p>
<p style="text-align: left;">สนามบินของกรุงเทพฯ  ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ  ให้มีการลงทุนควบคู่กัน  แยกผู้บริหารและการบริหารจัดการของทั้งสองสนามบิน ให้มีความเป็นอิสระและให้มีการแข่งขันกันเอง   รัฐฯวางนโยบายให้ทั้งสองสนามบินมีความเป็นพิเศษ(unique) ในการดำเนินธุรกิจ เช่น  ดอนเมืองอาจเป็นสนามบินที่มีประสิทธิภาพและการบริการที่ดีเยี่ยมในราคาย่อมเยา  ส่วนสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีความหลากหลาย ครบทุกรูปแบบ เป็นต้น   ปล่อยให้ลูกค้าเขาเลือกใช้กันเอง   ไม่ต้องบังคับว่าต้องบินภายในและหรือระหว่างประเทศเท่านั้น</p>
<p style="text-align: left;">ขยายการลงทุน Airport Link เพื่อต่อเชื่อมระหว่าง ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ</p>
<p style="text-align: left;">ทางน้ำ  เรามีประตูเข้า – ออก ของสินค้าทางเรือสองแห่งใหญ่คือ ท่าเรือกรุงเทพ (ขนาด ๑.๐ ล้านตู้)   ท่าเรือแหลมฉบัง (ขนาด ๓.๕ ล้าน ตู้)</p>
<p style="text-align: left;">การลงทุนท่าเรือถือเป็นหัวใจของการสร้างรายได้ให้กับประเทศ     ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคิดสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์โดยเฉพาะเสียที ถ้าอ้างถึง core business  ข้อเสนอของผมคือกำหนดให้บริษัทลูก จังหวัดชลบุรี แหลมฉบัง  มีcore business เพิ่ม (นอกจากการท่องเที่ยว) คือเป็นเมืองท่าของบริษัทประเทศไทย (Laem Chabang &#8211; Harbor City) ครับ</p>
<p style="text-align: left;">ถ้าตกลงกันได้   เชื่อมกรุงเทพฯ – แหลมฉบัง ด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง  ต่อกับเส้น Airport Link ที่สุวรรณภูมินั่นละครับ    เริ่มลงทุนคู่ขนาน คือการวางแผนการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกันทั้งแถบซีกตะวันออกชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จาก ตราด  จันทบุรี ระยอง  มาบตาพุด  ชลบุรี (พัทยา) ลงทุนเส้นทางคมนาคมให้ครบเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์</p>
<p style="text-align: left;">หยุดขยายการลงทุนที่ท่าเรือกรุงเทพฯและทยอยลดขนาดการบริการจนเหลือศูนย์  หลังจากนั้นห้ามนำที่ดินท่าเรือมาใช้สร้างศุนย์การค้าอย่างเด็ดขาด   วางแผนสร้างสวนสาธรณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา   พิพิธภัณฑ์  โรงลคร  ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้เต็มไปหมด  ( ทำฝันผมให้เป็นจริง)</p>
<p style="text-align: left;">สำหรับผู้ถือหุ้นที่อยู่ในบริเวณแหล่งเสื่อมโทรม ( คลองเตย)  ควรพัฒนาให้เป็นศูนย์ เอสเอ็มอี เพื่อเป็นช่องทางการทำมาหากินพร้อมสร้างแฟลตมาตรฐานให้ประชาชนแถบนั้นได้มีโอกาสใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีคุณภาพมากกว่าปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: left;">เมื่อเรามีเมืองท่าที่สมบูรณ์   ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะสูงขึ้น  เป็นการลงทุนของบริษัทแม่เพื่อสนับสนุนให้บริษัทลูกๆสามารถค้าขายแข่งขันในเวทีโลกได้    แน่นอนครับ  การศึกษา   การลงทุนท้องถิ่น  ตลอดจนการบริหารของหน่วยราชการต้องปรับปรุงใหม่หมด บริหารจัดการให้เดินไปในทิศทางเดียวกันเพื่อรองรับภารกิจของความเป็นเมืองท่าที่ทันสมัย  ดำเนินการได้โดยใช้กฎหมายพื้นที่พิเศษที่ได้เคยคุยให้ฟังไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว</p>
<p style="text-align: left;">การลงทุนประตูทางเข้า  - ออก ทั้งทางน้ำและทางเรือ ให้สมบูรณ์แบบในทุกมิติ  นอกจากจะส่งเสริมสินค้าที่เป็น core business คือเกษตรและท่องเที่ยวไม่ให้เป็นรองใครแล้ว   ยังจะได้เพิ่มโอกาสในการแข่งขันเพื่อการส่งออกให้กับสินค้าตัวอื่นๆ (รถยนตร์ จิวเวอรรี่ สิ่งพิมพ์ ฯลฯ) อีกด้วย</p>
<p style="text-align: left;">กลับมาที่กรุงเทพฯครับ   เราหยุดความเจริญของกรุงเทพฯไม่ได้แต่เราต้องควบคุม   ไม่ใช่ออกกฎหมายควบคุมนะครับ  แต่บริษัทประเทศไทยต้องลงทุนในบริษัทๆลูกๆ (จังหวัดอื่นๆ) ให้ทันสมัย  สดวกสบายและน่าอยู่  เปิดโอกาสให้กับคนที่คิดจะย้ายมากรุงเทพฯหรือคนที่อยู่กรุงเทพฯและพร้อมย้ายออก  โดยการสร้างงาน สร้างทางเลือกให้เขาเหล่านี้</p>
<p style="text-align: left;">ที่ไหนมีการลงทุน  ที่นั่นมีการสร้างงาน  มีงานมีคนครับ  การลงทุนต้องครบ  ต้องมีโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน  มีโรงเรียนที่ไม่แพ้หรือดีกว่าโรงเรียนในกรุงเทพฯอย่างนี้เป็นต้น  บริษัทลูกทั้ง ๗๖ บริษัทก็ไม่ได้มีความพร้อมไปทั้งหมด   ต้องเลือกกันละครับว่าจะเริ่มที่ไหนกันบ้าง   และต้องฉลาดเลือกไม่ใช่เลือกเพราะแรงกดดันทางการเมือง</p>
<p style="text-align: left;">ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็นกรุงเทพฯเป็นป่าคอนกรีต ที่เต็มไปด้วยมลภาวะเลวร้ายทั้งน้ำ อากาศ  เสียง  จราจร ถ้าถามผมว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่จุดนั้นหรือไม่   คำตอบคือถึงแล้วครับและกำลังดิ่งลงเหวมากลงไปอีก</p>
<p style="text-align: left;">แต่บริษัทลูกเช่นกรุงเทพฯยังคงต้องมีการลงทุนต่อไปอีกระยะหนึ่ง  การลงทุนรถไฟฟ้า  ใต้ดิน บนดินต้องรีบสร้างให้ครบ loop โดยเร็ว   ให้เสร็จทั้งภายในเขตกรุงเทพฯ แล้วค่อยขยายเชื่อมต่อไปยังจังหวัดปริมณฑล   แต่อย่าสร้างกันตลอดการณ์   ต้องกำหนดให้ชัด  ๔-๖ ปีน่าจะเพียงพอแล้ว  ถ้าก่อสร้างไม่รู้จักหยุด  จะสร้างงานมาก  คนทะลักเข้ากรุงเทพมากขึ้นไปอีก   ปัญหากลับมาที่เก่า  เป็นวงจรอุบาทครับ</p>
<p style="text-align: left;">กรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่   ปัญหาจราจรแก้ไม่ได้ถ้าคนกรุงเทพฯยังต้องขับรถส่วนตัวไปทำงานหรือรับส่งลูกหลานไปโรงเรียน แต่เราไม่สามารถสร้างกฎ ระเบียบ แล้วนำมาใช้บังคับเพื่อแก้ปัญหาจราจร   ต้องสร้างทางเลือก   วันนี้ยังไม่มีทางเลือก   รัฐบาลจึงต้องเร่งลงทุนเพื่อสร้างทางเลือกครับ</p>
<p style="text-align: left;">ระบบรถเมล์ทำได้เร็วและต้องรีบดำเนินการ  ปรับเส้นทาง  ใช้รถเมล์ที่ทันสมัย  ซื้อ เช่าไม่ใช่ประเด็น  อย่างไหนดีที่สุดก็ต้องกล้าตัดสินใจ   อย่าให้มีฮั้ว  มีโกงเป็นใช้ได้  เมื่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จ  มีรถเมล์ใหม่บริการ  คนกรุงเทพฯจะตัดสินใจเองว่าจะเดินทางแบบไหนที่ถึงที่หมายเร็วและถูกสุด  ถ้าน้ำมันแพง  ที่จอดรถไม่มี  หรือมีก็สุดแพง   ไม่รวยจริงไม่นั่งรถเก่งส่วนตัวหรอกครับ</p>
<p style="text-align: left;">รัฐฯสามารถใช้กลไกทางภาษี  เพื่อนำรายได้จากผู้ที่ใช้รถเก่งส่วนตัวมาจุนเจือให้ราคาค่าโดยสารรถเมล์  รถไฟฟ้า ถูกลง   เป็นแรงจูงใจและเป็นธรรมสำหรับคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่  บริษัทประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์  ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันดิบราคาแพงๆจากต่างประเทศ  คนกรุงเทพฯจะได้มีโอกาส มีเวลามากขึ้น ไปเดินเล่นในสวนแห่งใหม่ (ที่อยู่ในความฝันของผม) กับครอบครัว  กับสุนัขตัวโปรด   น่าจะดีกว่านั่งเล่นทวีตเตอร์ระหว่างรถติดเป็นชั่วโมงๆ</p>
<p style="text-align: left;">คุยได้แค่การลงทุนภายใน ๔-๖ ปีหน้าและเป็นเพียงแผนบางส่วนที่ควรมีการปรับจากแผนไทยเข็มแข็งเดิม  ยุทธศาสตร์ทางออก (exit strategy) คือปรับการลงทุนใหม่และพยายามใช้เงินลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะถ้าเป็นส่วนของเทคโนโลยี่และการบริหารจัดการที่รัฐยังบกพร่อง  ควรให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมที่เรียกว่า พี พี พี ( <strong>P</strong>ublic <strong>P</strong>rivate <strong>P</strong>artnership ) เพื่อแบ่งภาระและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการบริหารจัดการ</p>
<p style="text-align: left;">สรุปข้อเสนอของผมได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของกรุงเทพฯ  เป็นการสร้างทางเลือก  เป็นการสร้างเมืองท่าให้ครบสมบูรณ์แบบ  สร้างความเจริญไปยังเมืองท่าทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก</p>
<p style="text-align: left;">นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ  บริษัทฯประเทศไทยยังต้องลงทุนอีกมาก  คงไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ  ไม่ใช่แค่แหลมฉบัง  ผมชี้ให้เห็นว่าถ้าลงทุนอย่างมีเป้าหมายแล้วเราได้อะไร ถ้าตามแผนนี้  เราได้ harbor city ที่มีความพร้อม ได้รถไฟความเร็วสูง ได้รถไฟฟ้าใต้ดิน   กรุงเทพฯมีสองสนามบินที่ได้มาตรฐานต่อเชื่อมกัน  ได้รถประจำทางใหม่พร้อมการปรับเส้นทางเดินรถ</p>
<p style="text-align: left;">ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯนี้ถูกหักเงินเดือนทุกเดือนส่งให้รัฐฯตลอดระยะเวลาที่ทำงาน ตลอดชีวิตก็ว่าได้ รวมแล้วเป็นเงินจำนวนมหาศาล   ผู้ถือหุ้นต้องควบคุมไม่ปล่อยให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนอย่างเปะปะ   ไร้ทิศทาง  บางครั้งเพียงเพียงเพื่อประโยชน์ของพรรคพวกและบริวาร</p>
<p style="text-align: left;">แนวทางการลงทุนอย่างมีเป้าหมายเพื่อนำรายได้กลับมาให้ผู้ถือหุ้น  เป็นแนวทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมนี้ได้  ผู้ถือหุ้นที่ต้องผ่อนส่งเงินภาษีจากหยาดเหงือของตนเองตลอดชีวิต  จะได้ผ่อนด้วยความเต็มใจเพราะรู้ว่าเงินที่เสียสละให้   มีการนำไปใช้จ่ายและได้กลับมาเป็นประโยชน์ให้กับตนเองและครอบครัว  ทั้งทางตรงและทางอ้อม</p>
<p style="text-align: left;">สัปดาห์หน้าจะคุยเรื่องสุดท้ายคือการแบ่งผลกำไรของบริษัทฯประเทศไทยให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเป็นธรรม ( การจัดสรรงบประมาณ) และ ทางออกเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมีมาก และคนมีน้อย</p>
<p style="text-align: left;">
<div style="text-align: left;"><span style="font-family: Tahoma, 'Times New Roman', 'Bitstream Charter', Times, serif;"><br />
</span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/03/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ประเทศ (ตอนที่ ๒)</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/02/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/02/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Feb 2010 09:50:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[exit strategy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1522</guid>
		<description><![CDATA[คุยไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะพูดถึงเรื่องการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์ ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด   ลงทุนให้มีรายได้กลับเข้าบริษัทประเทศไทยอย่างคุ้มค่า   อย่างยั่งยืน
ผมเชื่อในแนวทางที่ว่าประเทศไทยไม่ใช่บริษัทที่ค้าขายเก่งไปทุกเรื่อง   และได้นำเสนอว่า core business ของบริษัทนี้คือธุรกิจการท่องเที่ยวและการเกษตร การที่จะให้ core business ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอยู่ที่ความฉลาดในการลงทุน
บริษัทนี้ยังไม่ร่ำรวย  บริษัทประเทศไทยอยู่ระหว่างการขยายกิจการเพื่อทำความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทยังต้องใช้เงินจำนวนมากดูแลความเป็นอยู่ของผู้ถือหุ้น จึงมีเงินเหลือไม่มากนักที่จะนำมาใช้ในการลงทุน  การลงทุนแบบเปะปะจึงไม่ควรทำ  ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น
ดูเรื่องการท่องเที่ยวเป็นตัวอย่าง นักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่หลากหลาย เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามสมัย  บริษัทประเทศไทยจึงต้องฉลาดพอที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
คงจำกันได้ว่าเมื่อ  ๒๐ ปีก่อน  นักท่องเที่ยวนิยมช๊อปปิ้ง   เมืองท่าเช่นฮ่องกง สิงคโปร์ รับประโยชน์ไปเต็มๆ  เพราะไม่มีกำแพงภาษี   วันนี้โลกเปลี่ยนไป  กำแพงภาษีของประเทศต่างๆเตี้ยลง  ทางเลือกที่จะช๊อปปิ้งของนักท่องเที่ยวมีมากขึ้น  ไม่อยากออกนอกบ้าน ช๊อปปิ้งออนไลนส์ก็ยังทำได้
ถ้ารัฐบาลผลักดันให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางของการช๊อปปิ้งก็ถือได้ว่ารัฐบาลไม่ค่อยจะเอาไหน  ไม่เข้าใจตลาด   เพราะคิดช้าไปเกือบ ๒๐ ปี
สำหรับผมแล้ว ไม่เคยกลัวว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไทย  แต่ผมห่วงสมบัติของชาติที่ว่าจะบอบช้ำ  ต้องรองรับนักท่องเที่ยวที่มามากเกินพอดี  เกิน carrying capacity   และทำให้แหล่งท่องเที่ยวเสียหายไปถึงจุดที่เยียวยาไม่ไหว  สายเกินแก้
ผมอยากเน้นการลงทุนเพื่อดูแลสภาพความเป็นเลิศของแหล่งท่องเที่ยวมากกว่า   ผมอยากเห็นงบประมาณลงไปที่การดูแลหาดทราย  ปะการัง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุยไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะพูดถึงเรื่องการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์ ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด   ลงทุนให้มีรายได้กลับเข้าบริษัทประเทศไทยอย่างคุ้มค่า   อย่างยั่งยืน<span id="more-1522"></span></p>
<p>ผมเชื่อในแนวทางที่ว่าประเทศไทยไม่ใช่บริษัทที่ค้าขายเก่งไปทุกเรื่อง   และได้นำเสนอว่า core business ของบริษัทนี้คือธุรกิจการท่องเที่ยวและการเกษตร การที่จะให้ core business ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอยู่ที่ความฉลาดในการลงทุน</p>
<p>บริษัทนี้ยังไม่ร่ำรวย  บริษัทประเทศไทยอยู่ระหว่างการขยายกิจการเพื่อทำความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทยังต้องใช้เงินจำนวนมากดูแลความเป็นอยู่ของผู้ถือหุ้น จึงมีเงินเหลือไม่มากนักที่จะนำมาใช้ในการลงทุน  การลงทุนแบบเปะปะจึงไม่ควรทำ  ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น</p>
<p>ดูเรื่องการท่องเที่ยวเป็นตัวอย่าง นักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่หลากหลาย เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามสมัย  บริษัทประเทศไทยจึงต้องฉลาดพอที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด</p>
<p>คงจำกันได้ว่าเมื่อ  ๒๐ ปีก่อน  นักท่องเที่ยวนิยมช๊อปปิ้ง   เมืองท่าเช่นฮ่องกง สิงคโปร์ รับประโยชน์ไปเต็มๆ  เพราะไม่มีกำแพงภาษี   วันนี้โลกเปลี่ยนไป  กำแพงภาษีของประเทศต่างๆเตี้ยลง  ทางเลือกที่จะช๊อปปิ้งของนักท่องเที่ยวมีมากขึ้น  ไม่อยากออกนอกบ้าน ช๊อปปิ้งออนไลนส์ก็ยังทำได้</p>
<p>ถ้ารัฐบาลผลักดันให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางของการช๊อปปิ้งก็ถือได้ว่ารัฐบาลไม่ค่อยจะเอาไหน  ไม่เข้าใจตลาด   เพราะคิดช้าไปเกือบ ๒๐ ปี</p>
<p>สำหรับผมแล้ว ไม่เคยกลัวว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไทย  แต่ผมห่วงสมบัติของชาติที่ว่าจะบอบช้ำ  ต้องรองรับนักท่องเที่ยวที่มามากเกินพอดี  เกิน carrying capacity   และทำให้แหล่งท่องเที่ยวเสียหายไปถึงจุดที่เยียวยาไม่ไหว  สายเกินแก้</p>
<p>ผมอยากเน้นการลงทุนเพื่อดูแลสภาพความเป็นเลิศของแหล่งท่องเที่ยวมากกว่า   ผมอยากเห็นงบประมาณลงไปที่การดูแลหาดทราย  ปะการัง  อุทธยาน ฯลฯ มากกว่างบโฆษณาจูงใจนักท่องเที่ยว   ที่หงุดหงิดมากหน่อยคือคำโฆษณาว่าเมืองไทยถูก  น่าเที่ยว (value for the money)  ถ้าบ้านเราขายแต่ของถูก  ถามหน่อยว่าพวกเราในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทนี้ี้ได้อะไรจากการที่ให้มีนักท่องเที่ยว มาเที่ยว (ทำลาย)​ หาดทรายสวยๆของพวกเรา เพราะมาเที่ยวกันมากเกินพอดี ( ที่นี่ราคาถูก)    ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็เห็นมีแต่บริษัททัวร์ โรงแรม สายการบิน บวกแรงงานท้องถิ่นเล็กน้อย  เท่านั้น</p>
<p>การลงทุนของภาครัฐอย่างมีเป้าหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ  เริ่มได้จาก  สนามบิน สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ต้องทันสมัย ห้องน้ำห้องท่าดีเยี่ยม   ออกแบบให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น  เส้นทางคมนาคมไปสู่แหล่งท่องเที่ยว  สาธรณูปโภคที่พร้อมสรรพ  น้ำ  ไฟ ( ไฟฟ้าแรงสูงลงใต้ดินในจุดสำคัญๆเพื่อความสวยงาม สบายตา)  ความสะอาด  การกำจัดขยะอย่างมีมาตรฐาน   รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง  เหล่านี้เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวแสวงหา</p>
<p>การลงทุนเพื่อความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว   มีตำรวจท่องเที่ยวที่พึ่งได้  ลงเล่นน้ำทะเล  มองไปทางไหนก็เห็น beach guards คอยเฝ้าระวังให้ความช่วยเหลือ  ในทะเลมีเรือกู้ชีพวิ่งผ่านเป็นครั้งคราว แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ก็ควรมี   เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ใช้เงินมากแต่คุ้ม   เราต้องการให้บริษัทประเทศไทยเป็นหนึ่งเรื่องการท่องเที่ยวครับ</p>
<p>ถ้าถามว่าทำได้ไหม? ตอบว่ามาถึงวันนี้ ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาหรือปีนหน้าผาสูงชัน  เพราะเวลาที่กระทรวงกำหนดนโยบาย  กำหนดงบประมาณการลงทุน  ดูเหมือนว่าเขาจะชอบเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น   นั่งดูกันแต่สถิติ   จำนวนนักท่องเที่ยวมามากไหม  เพิ่มขึ้นเท่าไหร่จากปีก่อน กังวลแต่ว่าตัวเลขจะลดลง ยุทธศาสตร์จึงมีแต่การวางแผนโฆษณา  จัดกิจกรรม  road show ต่างประเทศ ชักชวนให้มาเที่ยว  โฆษณาว่ามีของฟรี (ไม่เก็บค่าวีซ่า)  ของถูก  และมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆเพิ่มขึ้น  (เพราะของเดิมพังพินาศไปหมดแล้ว)  น่าเบื่อมากครับ</p>
<p>อีกมุมมองในด้านการตลาดที่ควรเริ่มคิด  ธุรกิจท่องเที่ยวไม่ควรไปเดี่ยว เพราะนักท่องเที่ยวมีน้อยรายที่จะไปเพียงจุดเดียว  เราจึงควรจับคู่กับประเทศเพื่อนบ้าน  ผมเชื่อว่าในอนาคต  อินเดียและพม่าจะมาแรง และจะแรงกว่าบ้านเรา เราก็ต้องรู้จักพ่วงไปกับเขา ( piggy ride )   การพัฒนาเส้นทางการบินเฉพาะทางเพื่อเชื่อมพม่ากับกาญจนบุรี  เชื่อมอินเดียตอนเหนือกับเชียงใหม่  หรือ น่านกับหลวงพระบาง  อย่างนี้ควรทำ</p>
<p>ในภาพกว้างรัฐบาลกำลังวางแผนนโยบายเพื่อพัฒนาพื้นที่พิเศษ  ต้องทำเป็นกฎหมายครับ อาจเปรียบพื้นที่ที่ว่านี้เป็น business unit ก็ย่อมได้   ความหมายเป็นอย่างนี้</p>
<p>สมมุติว่าพื้นที่ที่ว่ามีธุรกิจหลักคือการท่องเที่ยว  เราจะเริ่มกันที่การศึกษาเลยครับ กระทรวงศึกษาเน้นหลักสูตรเฉพาะสำหรับ business unit เหล่านี้  เริ่มจากภาษาต่างประเทศ วิชาโรงแรม สิ่งแวดล้อม  สอนลูกหลานกันตั้งแต่เล็กๆ ปลูกฝังให้รักหวงแหนธรรมชาติของบ้านตน สอนอาชีพเฉพาะเพื่อไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน นักลงทุนไม่ต้องใช้แรงงานจากส่วนกลาง  เพราะแรงงานท้องถิ่นได้รับการฝึกปรือมาอย่างดี</p>
<p>ท้องถิ่นคิดจะพัฒนาด้านการท่องเที่ยวก็ต้องหารือหน่วยงานกลาง  ต้องห้ามไม่ให้ลงทุนกันอย่างเปะปะ  สิ่งก่อสร้างต้องมีแบบที่สวยงาม  เป็นไปตามวัฒนธรรมท้องถิ่น  การลงทุนจากส่วนกลางตัองสอดคล้อง  ไฟฟ้าแรงสูงลงใต้ดิน  การกำจัดขยะเป็นไปตามมาตรฐาน สิ่งแวดล้อมมีการดูแลเป็นพิเศษ  เหล่านี้เป็นต้น</p>
<p>กฎหมายที่ว่านี้ไม่ใช่เฉพาะการท่องเที่ยว    การค้าขายชายแดนก็เป็น business unit เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทประเทศไทยจะกลายเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของบริษัทใหญ่ที่เรียกว่าอาเซียนในอีก 5 ปีหน้านี้  พื้นที่ชายแดนกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การค้าขายระหว่างประเทศเพื่อนบ้านครับ</p>
<p>ภาคเกษตรเป็น core business ที่ไม่แพ้ด้านการท่องเที่ยว  ถ้าเราต้องการจะเป็น kitchen of the world  หรือครัวโลก  ความจำเป็นที่ต้องรู้ความต้องการของลูกค้า  รวมถึงความสามารถในการค้าขายของบริษัทฯคู่แข่ง ย่อมเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน</p>
<p>ผู้บริโภคในอนาคตมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าในอดีต บริษัทประเทศไทยต้องพุ่งเป้าไปที่ผู้มีกำลังซื้อ  ลูกค้าของเราต้องการของดี  ของมีคุณภาพ ราคาอาจสูงก็ไม่กังวลมากขอให้ดีจริง คนเหล่านี้เสาะแสวงหาสินค้าที่ดี ที่ปลอดสารพิษและคุณภาพเยี่ยม  สุขภาพเป็นสิ่งที่ลูกค้าของเรากังวลมากที่สุด   ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต</p>
<p>ปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำจะไม่มีอย่างแน่นอนถ้ารัฐบาลลงทุนอย่างไม่อั้น  ให้ชาวสวนได้ทำสวนอย่างมีระบบและถูกหลักวิชาการ เพื่อให้ได้ผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน  จันทบุรีทั้งจังหวัดเป็นสวนผลไม้ให้ชาวจีน  ( Fruit factory of China ) ได้ไม่ยากนัก นอกจากนั้นแล้วงานวิจัยค้นคว้าเพื่อให้ได้มีผลไม้ทีออกผลนอกฤดูกาลเป็นเรื่องที่ต้องพยายามทำให้ได้ผล</p>
<p>พลังงานจากน้ำมันดิบอาจมีเพียงพอในอนาคตแต่ราคาจะปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง  ปัญหาโลกร้องเป็นอีกตัวแปรที่จะทำให้มีการนำผลผลิตของพืชไร่มาใช้เป็นพลังงาน มีความเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้อาหารจะขาดแคลนเพราะถูกพลังงานแย่งไปหมด   บริษัทประเทศไทยต้องวางแผนการการผลิตสินค้าการเกษตรอย่างเป็นระบบ   รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเพิ่มผลผลิต  จัดระเบียบการผลิต   ส่วนไหนเพื่อบริโภคในประเทศ  ส่วนไหนเพื่อพลังงาน  ส่วนไหนเพื่อการส่งออก</p>
<p>ขอยกตัวอย่างความยากของการแปลงนโยบายให้เกิดขึ้นได้จริง   นโยบายการลงทุนแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก  เพื่อเพิ่มผลผลิตควรทำในพื้นทีที่มีศักยภาพ ลงทุนแล้วเกิดผลได้จริง  แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดทำงบประมาณ จะมีแรงกดดันให้เน้นในพื้นที่ที่เป็นความต้องการทางการเมืองมากกว่า  ถึงวันนี้เราจึงยังไม่เห็นพื้นที่ที่เรียกว่า super irrigation เกิดขึ้นซักที   เป็นครกอีกใบที่ต้องช่วยกันเข็นขึ้นเขาครับ</p>
<p>นอกเหนือจากการลงทุนที่เป็น core business แล้ว  การลงทุนในภาพรวมของประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ในระยะปานกลางก็ต้องทำ  เพราะถ้าลงทุนโดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัด  เราจะมองเห็นทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบได้มากขึ้น</p>
<p>ธุรกิจการส่งออกเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับประเทศไทย  ได้พูดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า  บริษัทประเทศไทยมีบริษัทลูก ๗๖ บริษัท   อาจค้าขายกันเอง  หรือร่วมมือกันค้าขายกับต่างชาติ  มีคำถามว่าจะให้น้ำหนักตรงไหนมากกว่ากัน</p>
<p>ท่านผู้อ่านได้ยินนักวิชาการ  นักวิจารณ์  ถกเถียงกันเสมอ  บ้างว่าเราต้องเน้นธุรกิจส่งออกให้มาก   บ้างก็ว่าเราควรเน้นการบริโภคภายในประเทศให้มากกว่า   เพราะเราจะได้ไม่ต้องพึ่งพาลูกค้าต่างประเทศมากเกินไป</p>
<p>ผมมองต่างมุม  ผมเน้นที่ core business ของบริษัทประเทศไทย  จะเพื่อการส่งออกหรือบริโภคเองผมว่าไม่ใช่เรื่องหลัก  เป็นเรื่องรอง  เราควรเน้นการลงทุนในส่วน core business ให้เป็นอันดับหนึ่งและต้องไม่เป็นรองใคร  ถ้าเราส่งออกข้าวได้เป็นอันดับหนึ่ง  เราก็ต้องรักษาอันดับนี้ไว้ให้ได้  ผลไม้น่าจะเป็นเป้าหมายที่จะขยับต่อ  พืชพลังงาน ( อ้อย  มัน ) เราเก็บไว้ใช้เอง  มีเหลือถึงจะส่งออก</p>
<p>( อุตสาหกรรมหนักอื่นๆ  รถยนตร์  ปิโตรเคมี สิ่งทอ สิ่งพิมพ์ จิวเวอรรี่ ฯลฯ ขอพักไว้คุยด้วยคราวหน้า)</p>
<p>ผมชอบเรื่องการพึ่งตนเอง  แต่ถ้าเราหวังจะให้เศรษฐกิจขยายตัว  เพื่อผู้ถือหุ้นได้มีงานทำ  มีรายได้ดี โดยอาศัยการบริโภคภายในประเทศอย่างเต็มที่  วันนี้ยังทำไม่ได้ครับ ตราบใดที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบริษัทลูกๆ (เกือบทุกจังหวัด นอกจากกทม.) ไม่มีเงินในกระเป๋ามากพอ</p>
<p>ถามว่ามนุษย์เงินเดือนบ้านเรามีรายได้ปรับเพิ่มมากน้อยเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว   น้อยมากครับ  เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้เลย   เงินเดือนข้าราชการก็ดูไม่จืด  ไม่รู้ว่าผ่อนรถผ่อนบ้านกันได้อย่างไร  คุณครูของพวกเราก็เช่นกัน    มีหนี้มากแบบมองไม่เห็นอนาคต  จะเอาเวลาและกำลังใจทำงานสอนลูกสอนหลานของเราได้อย่างไร</p>
<p>ทางออกน่าจะพอมีครับ   แต่เราต้องมีความพร้อมที่จะเข็นครกขึ้นภูเขาที่ละหลายใบทีเดียว</p>
<p>ขอผลัดไว้คุยต่อสัปดาห์หน้าครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/02/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ทางออก &#8211; ยุทธศาสตร์ประเทศ (ตอนที่ ๑)</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/02/exit-strategy-2/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/02/exit-strategy-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Feb 2010 11:03:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[exit strategy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1481</guid>
		<description><![CDATA[
สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงยุทธศาสตร์ทางออก ( Exit Strategy ) ผมเสนอหลักคิดไว้ว่าอย่าออกเร็วไป ( ปรับลดการลงทุนที่เตรียมไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ ) เดี๋ยวซวยเพราะวิกฤติอาจกลับมาอีก หรืออย่าออกช้าเกินไป ( กู้เงินเพื่อกระตุ้นในขณะที่ไม่จำเป็น ) จะทำให้เป็นหนี้ล้นตัวตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อ
ระยะเวลา (timing) ที่จะเริ่มนโยบายทางออก (Exit Strategy) จึงเป็นการวัดความสามารถของรัฐบาลอย่างแท้จริง
 
 ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐฯประเทศเจ้าปัญหาได้ขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างไม่มีใครคาดหมาย ส่งสัญญาณให้ชาวโลกรู้ว่าฉันกำลังเดินไปถูกทิศทางแล้ว ประเทศเรายังมีปัญหาการเมืองที่บั่นทอนการดำเนินชีวิตปกติของคนไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกอย่างต้องมีวันสุดท้าย ซึ่งใกล้เข้ามาทุกที ผลออกมาอย่างไร แบบไหน ทุกคนควรทำใจ รับให้ได้ในทุกกรณี
 
 วันนี้จะคุยเรื่องของทิศทางการพัฒนาประเทศ เราจะเดินหน้าต่ออย่างไรดี เพราะไม่ว่าการเมืองจะไปในทางไหนก็แล้วแต่ ประเทศไทยยังคงอยู่และต้องเดินหน้าต่อ จริงไหมครับ
 
 ๑๐ ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนไปมาก มาจากการที่โลกแคบลงหรือที่ คุณ Friedman นักเขียนชื่อดังเรียกว่าโลกแบน ( The World is flat ….Thomas Friedman ) การดำรงชีวิตของมนุษย์โลก การพัฒนาของประเทศเปลี่ยนไป ประเทศจีนกลายเป็นโรงงานผู้ผลิตของโลก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p><span style="font-size: medium;">สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงยุทธศาสตร์ทางออก</span><span style="font-size: medium;"> ( Exit Strategy ) </span><span style="font-size: medium;">ผมเสนอหลักคิดไว้ว่าอย่าออกเร็วไป</span><span style="font-size: medium;"> ( </span><span style="font-size: medium;">ปรับลดการลงทุนที่เตรียมไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ</span><span style="font-size: medium;"> ) </span><span style="font-size: medium;">เดี๋ยวซวยเพราะวิกฤติอาจกลับมาอีก</span><span style="font-size: medium;"> <span id="more-1481"></span></span><span style="font-size: medium;">หรืออย่าออกช้าเกินไป</span><span style="font-size: medium;"> ( </span><span style="font-size: medium;">กู้เงินเพื่อกระตุ้นในขณะที่ไม่จำเป็น</span><span style="font-size: medium;"> ) </span><span style="font-size: medium;">จะทำให้เป็นหนี้ล้นตัวตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-size: 13px;"><span style="font-size: medium;">ระยะเวลา</span><span style="font-size: medium;"> (timing) </span><span style="font-size: medium;">ที่จะเริ่มนโยบายทางออก</span><span style="font-size: medium;"> (Exit Strategy) </span><span style="font-size: medium;">จึงเป็นการวัดความสามารถของรัฐบาลอย่างแท้จริง</span></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">สหรัฐฯประเทศเจ้าปัญหาได้ขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างไม่มีใครคาดหมาย</span> <span style="font-size: medium;">ส่งสัญญาณให้ชาวโลกรู้ว่าฉันกำลังเดินไปถูกทิศทางแล้ว</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประเทศเรายังมีปัญหาการเมืองที่บั่นทอนการดำเนินชีวิตปกติของคนไทยเป็นส่วนใหญ่</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">แต่ทุกอย่างต้องมีวันสุดท้าย</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ซึ่งใกล้เข้ามาทุกที</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ผลออกมาอย่างไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">แบบไหน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทุกคนควรทำใจ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">รับให้ได้ในทุกกรณี</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">วันนี้จะคุยเรื่องของทิศทางการพัฒนาประเทศ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เราจะเดินหน้าต่ออย่างไรดี</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เพราะไม่ว่าการเมืองจะไปในทางไหนก็แล้วแต่</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประเทศไทยยังคงอยู่และต้องเดินหน้าต่อ</span> <span style="font-size: medium;">จริงไหมครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">๑๐</span> <span style="font-size: medium;">ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนไปมาก</span> <span style="font-size: medium;">มาจากการที่โลกแคบลงหรือที่</span> <span style="font-size: medium;">คุณ</span><span style="font-size: medium;"> Friedman </span><span style="font-size: medium;">นักเขียนชื่อดังเรียกว่าโลกแบน</span><span style="font-size: medium;"> ( The World is flat ….Thomas Friedman ) </span><span style="font-size: medium;">การดำรงชีวิตของมนุษย์โลก</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">การพัฒนาของประเทศเปลี่ยนไป</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประเทศจีนกลายเป็นโรงงานผู้ผลิตของโลก</span><span style="font-size: medium;"> (​ Factory of the world ) </span><span style="font-size: medium;">ประเทศอินเดียกลายเป็นสำนักงานของโลก</span><span style="font-size: medium;"> ( Back office of the world ) </span><span style="font-size: medium;">ส่วนหนึ่งคนจีนและคนอินเดียรวมกัน</span><span style="font-size: medium;"> (</span><span style="font-size: medium;">กว่า</span> <span style="font-size: medium;">๒</span><span style="font-size: medium;">,</span><span style="font-size: medium;">๕๐๐</span> <span style="font-size: medium;">ล้านคน</span><span style="font-size: medium;">) </span><span style="font-size: medium;">มั่งคั่งขึ้น</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ระบบอินเตอร์เน็ท</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บรอดแบนด์</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">การเชื่อมต่อ</span><span style="font-size: medium;"> Connectivity </span><span style="font-size: medium;">เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">แล้วคนไทยจะยืนอยู่ได้อย่างไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ในโลกที่กำลังหมุนไปด้วยความเร็วสูงเกือบถึง</span> <span style="font-size: medium;">๑๐๐</span> <span style="font-size: medium;">เม็กอยู่แล้ว</span><span style="font-size: medium;"> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เป้าหมายสูงสุดที่ไม่น่าจะมีคนโต้แย้งคือ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ต้องพัฒนาประเทศให้คนไทยได้มีความสุขอย่างทัดเทียมกัน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">คงไม่ต้องพูดถึงว่าแบบไหน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">อย่างไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ที่เรียกว่าความสุข</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เดี๋ยวเถียงกันไม่จบ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เคยได้เขียนบทความไว้เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ใช้หัวข้อว่า  &#8220;</span> <span style="font-size: medium;"><a title="บริษ้ท ประเทศไทย" href="http://www.korbsak.com/2008/06/thailand-company/" target="_blank">บริษัทประเทศไทย</a></span><span style="font-size: medium;"> &#8221; เขียนไว้ตอนที่นั่งดูการทำงานของรัฐบาลคุณสมัคร   วันนี้จะเปรียบเทียบบริษัทประเทศไทยในอีกมุมมองหนึ่ง   อาจถือว่าเป็นมุมมองของคนเป็นรัฐบาลก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทประเทศไทยนี้มีผู้ถือหุ้นกว่า</span> <span style="font-size: medium;">๖๓</span> <span style="font-size: medium;">ล้านคน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">และมีผู้ที่อยู่ในสถานะเป็นกำลังสำคัญให้กับบริษัทนี้ได้</span> <span style="font-size: medium;">๔๐</span> <span style="font-size: medium;">ล้านเศษ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">คำถามคือต้องทำอย่างไรเพื่อให้บริษัทประเทศไทยเติบโต</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">มีรายได้เข้าบริษัทเพียงพอ</span> <span style="font-size: medium;">เพื่อสามารถนำรายได้มาแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้น</span> <span style="font-size: medium;">๖๓</span> <span style="font-size: medium;">กว่าล้านคนได้รับประโยชน์</span> <span style="font-size: medium;">อยู่ได้อย่างดีและมีสุข</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทัดเทียมกัน</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ผมมีข้อเสนอครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">จะเริ่มที่ยุทธศาสตร์การหารายได้ของบริษัทประเทศไทยก่อน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ต่อไปคงจะได้พูดถึงการนำรายได้มาแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้นในรูปแบบไหน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">อย่างไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและทัดเทียมกัน</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทประเทศไทยไม่ใช่บริษัทเล็กๆนะครับ</span> <span style="font-size: medium;">เรียกเป็นบริษัทแม่ก็แล้วกัน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทแม่นี้ย่อยออกเป็น</span> <span style="font-size: medium;">๗๖</span> <span style="font-size: medium;">บริษัทลูก</span><span style="font-size: medium;"> (​</span><span style="font-size: medium;">จังหวัด</span><span style="font-size: medium;">) </span><span style="font-size: medium;">ครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">รายได้ของบริษัทแม่เกิดจากรายได้ของบริษัทลูกๆเหล่านี้รวมกัน</span><span style="font-size: medium;"> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">รายได้ที่ว่านี้แบ่งออกได้เป็นสองส่วน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ส่วนแรกคือ</span> <span style="font-size: medium;">๗๖</span> <span style="font-size: medium;">บริษัทลูกหารายได้จากการค้าขายระหว่างลูกๆกันเอง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">รายได้ส่วนที่สองคือบริษัทแม่ค้าขายกับบริษัทต่างประเทศทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ส่วนแรกที่พูดถึงคือการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ</span> <span style="font-size: medium;">และส่วนที่สองคือเรื่องรายได้จากการส่งออกถึงวันนี้ผู้รู้ทั้งหลายยังเถียงกันไม่จบว่าจะเน้นส่วนไหนมากกว่ากัน</span> <span style="font-size: medium;">ผมมีจุดยืนในเรื่องนี้ชัดเจนแต่ขอพักไว้</span> <span style="font-size: medium;">ยังขอไม่พูดถึงตอนนี้</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ท่านผู้อ่านทีพอรู้เรื่องธุรกิจมองออกทันทีว่า</span> <span style="font-size: medium;">บริษัทประเทศไทยต้องมีนโยบายการตลาดที่ดีถึงจะสามารถหารายได้เข้าประเทศได้อย่างสม่ำเสมอ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">และยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ในยุคของโลกแบน</span> <span style="font-size: medium;">โลกของความเร็วสูง</span> <span style="font-size: medium;">การหาตลาด</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">หาผู้ซื้อ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">คงต้องดูว่าคนเหล่านี้</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประเทศคู่ค้าทั้งหลาย</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เขาอยู่กันอย่างไรในโลก</span> <span style="font-size: medium;">๑๐๐</span> <span style="font-size: medium;">เม็ก</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">โลกแบนทำให้ประสิทธิภาพในการทำมาหากินดีขึ้น</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประหยัดเวลาและถูกลง</span> <span style="font-size: medium;">เช่น</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทำงานที่ไหนก็ได้ถ้ามี</span><span style="font-size: medium;"> broadband </span><span style="font-size: medium;">ซื้อของ</span> <span style="font-size: medium;">ขายของไม่ต้องมีหน้าร้าน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ผ่านระบบออนไลนส์ได้หมด</span> <span style="font-size: medium;">ถ้าท่านเกาะโลกของดิจิตอลได้เหนียวแน่น</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ท่านสามารถที่จะมีเวลาเหลือจากการทำงาน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ได้ใช้เวลาเพื่ออยู่ในโลกส่วนตัวของท่านได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">การตลาดของผมคือการเล็งเป้าไปที่ประเทศที่มั่งคั่ง</span> <span style="font-size: medium;">อนาคตสดใส</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">คนในประเทศเหล่านี้</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ในยุคนี้</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">มีเวลามากขึ้นครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">คนพอมีเงิน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">มีเวลา</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทำอะไรครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ท่องเที่ยวครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ตลาดท่องเที่ยวของโลกใบนี้จึงมีแต่จะโตวันโตคืน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">สังเกตไหมครับว่า</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทุกประเทศทุ่มเทในเรื่องการท่องเที่ยวและแข่งขันกันมากแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปัญหาโลกร้อน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปัญหาภัยพิบัติจากโลกร้อน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปัญหาสิ่งแวดล้อม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปัญหาความต้องการพลังงานในการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปัญหาจากการที่คนจีนหลายร้อยล้านคนเริ่มบริโภคเนื้อสัตว์</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ผลไม้มากขึ้น</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทั้งหมดกระทบกับผลผลิตทางการเกษตรทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ราคาน้ำมันดิบแพง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทดแทนได้ด้วยพืชพลังงาน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ทำให้สินค้าเกษตรมีความต้องการมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ตามด้วยความต้องการใช้อาหารสัตว์ไล่ไปจนถึงพืชไร่ที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เห็นอนาคตของการเกษตรหรือยังครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ชัดเจนครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">การท่องเที่ยวและการเกษตร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">คือธุรกิจที่มีอนาคตที่สดใส</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประเทศไทยถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีที่สุดเพราะทั้งสองธุรกิจที่กล่าวถึง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ประเทศไทยไม่เป็นที่สองรองจากใครครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">แนวความคิดที่ต้องตกผลึกให้ได้อย่างจริงจังเสียทีคือ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ต้องยอมรับก่อนว่าคนเราไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เป็นบริษัทเล็กแต่มีศักยภาพสูง  อาจจะมีสินค้าในตลาดน้อยประเภท  แต่คุณภาพดีเยี่ยม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ย่อมดีกว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำได้ทุกอย่าง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">แต่ทำไม่ได้ดีซักเรื่องเดียว</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ผมกำลังพูดถึง</span><span style="font-size: medium;"> core business </span><span style="font-size: medium;">ของบริษัทประเทศไทยครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ฟันธงได้เลยว่า</span><span style="font-size: medium;"> core business </span><span style="font-size: medium;">ของบริษัทนี้คือ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ธุรกิจท่องเที่ยว</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">และ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ธุรกิจด้านการเกษตร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">นอกนั้นถือเป็นของแถม</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">และข้อดีของทั้งสองธุรกิจคือ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทลูก</span> <span style="font-size: medium;">๗๖</span> <span style="font-size: medium;">จังหวัดส่วนใหญ่เก่งไม่ว่าท่องเที่ยวหรือการเกษตร</span> <span style="font-size: medium;">หรือทั้งสองอย่างเลยที่เดียว</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทลูกบางแห่งเช่นเชียงใหม่</span> <span style="font-size: medium;">ภูเก็ต</span> <span style="font-size: medium;">เป็นสุดยอดของการท่องเที่ยว</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">หรือ</span> <span style="font-size: medium;">จันทบุรีในเรื่องของผลไม้</span><span style="font-size: medium;"> ( </span><span style="font-size: medium;">จันทบุรี</span><span style="font-size: medium;">&#8230;Fruit factory of China! )</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ถ้าตกลงได้อย่างนี้ก็สามารถเดินต่อได้ในเรื่องของยุทธศาสตร์</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวต้องชัดเจน</span> <span style="font-size: medium;">นโยบายหลักต้องไม่ใช่ใช้งบประมาณทุ่มเงินโฆษณาให้นักท่องเที่ยวเข้ามา</span> <span style="font-size: medium;">โดยไม่มีเงินเหลือที่จะทำนุบำรุงแหล่งท่องเที่ยวไม่ให้เสื่อมโทรม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">และต้องเข้าใจ</span><span style="font-size: medium;"> trend </span><span style="font-size: medium;">ของการท่องเที่ยวว่าอนาคตไปในทิศทางไหน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ระบบอินเตอร์เน็ทเข้าถึงได้หมดจากจองตั๋วเครื่องบิน</span> <span style="font-size: medium;">ห้องพัก</span> <span style="font-size: medium;">สถานที่เที่ยว</span> <span style="font-size: medium;">สอบถามเพื่อนนักท่องเที่ยวในโลกของอินเตอร์เน็ทได้หมดว่า</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ที่ไหนดีไม่ดีอย่างไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปากต่อปากกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารของนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอให้เพื่อนเดินทางกลับมาเล่าให้ฟังกันอีกแล้วครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ปัญหาของเราคือความคิดที่ล้าหลังเช่นใช้เงินมากมายปีละกว่า</span> <span style="font-size: medium;">๕</span><span style="font-size: medium;">,</span><span style="font-size: medium;">๐๐๐</span> <span style="font-size: medium;">ล้านบาทเพื่อเปิดสำนักงานการท่องเที่ยวในต่างประเทศทั่วโลก</span> <span style="font-size: medium;">หรือใช้เงินเพื่อจัดกิจกรรม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บางครั้งจ้างที่ปรึกษาราคาแพงๆโดยอ้างสารพัดเหตุผล</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ท้ายที่สุดกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์  ทำความอับอายขายหน้าไปทั่วโลก  เช่นคดีทุจริตข้ามชาติของอดีตผู้บริหารการท่องเที่ยว </span><span style="font-size: medium;">น่าเศร้าจริงๆครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">การเกษตรเป็นจุดสุดแข็งของประเทศ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ที่ผ่านมาบริหารแบบที่เรียกว่า</span><span style="font-size: medium;"> lip service </span><span style="font-size: medium;">ปากหวานแต่เกษตรกรจนลงทุกวัน</span> <span style="font-size: medium;">ผู้ถือหุ้นที่เป็นเกษตรกรมี</span> <span style="font-size: medium;">๑๐</span> <span style="font-size: medium;">ล้านครัวเรือน</span> <span style="font-size: medium;">บวกลบ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ไม่เคยมีใครเหลียวแล</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ต้องขอคุยว่ารัฐบาลนี้ทำโครงการประกันรายได้ให้</span> <span style="font-size: medium;">๔</span> <span style="font-size: medium;">ล้านครัวเรือนเป็นครั้งแรก</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ช่วยได้ครึ่งหนึ่งแล้ว</span> <span style="font-size: medium;">ถือว่าเป็นการแบ่งรายได้ของรัฐไปให้เกษตรกรอย่างเป็นธรรม</span><span style="font-size: medium;"> (</span><span style="font-size: medium;">ขอเก็บไว้ขยายความเมื่อคุยถึงการแบ่งปันรายได้ให้ผู้ถือหุ้น</span><span style="font-size: medium;">)</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">นำ้มันแพง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">พลังงานทดแทนกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">การเพิ่มผลผลิตพืชไร่เพื่อใช้เป็นพืชพลังงานต้องเดินหน้าอย่างจริงจังเสียทีไม่ว่าจะเป็น</span> <span style="font-size: medium;">อ้อย</span> <span style="font-size: medium;">มันสำปะหลัง</span> <span style="font-size: medium;">น้ำมันปาล์ม</span> <span style="font-size: medium;">ฯลฯ</span><span style="font-size: medium;"> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทประเทศไทยจะเดินหน้า</span><span style="font-size: medium;"> core business </span><span style="font-size: medium;">ทั้งสองตัวคือการท่องเที่ยว</span> <span style="font-size: medium;">และ</span> <span style="font-size: medium;">การเกษตร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทนี้ก็ต้องลงทุนครับ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ถ้าการเกษตรก็ต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในแหล่งน้ำ</span> <span style="font-size: medium;">การวิจัย</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ลงทุนด้านการท่องเที่ยวอาจครอบคลุมหลายส่วน</span> <span style="font-size: medium;">การศึกษา</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">วัฒนธรรม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">สิ่งแวดล้อม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คมนาคม</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">สำหรับธุรกิจอื่นๆของบริษัทนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอนาคต</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">แต่รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">วันนี้เรามีสินค้าสองตัวที่ดีแน่</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">สินค้าตัวที่สาม</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ตัวที่สี่คืออะไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ตลาดมั่นคงแค่ไหน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">บริษัทประเทศไทยต้องระมัดระวัง</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เพราะไม่ว่าจะเป็นสินค้าตัวไหน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เราต้องนำรายได้มาลงทุน</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">เงินรายได้มีไม่มาก  ส่วนหนึ่งก็ต้องช่วยผู้ถือหุ้นที่ด้อยโอกาศ  การลงทุนจึงต้องให้สอดคล้องกับ core business ของตน </span><span style="font-size: medium;">ถึงจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ถ้าใครถามผมว่า</span><span style="font-size: medium;"> Exit Strategy </span><span style="font-size: medium;">ขั้นต่อไปคืออะไร</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">นี่ละครับคำตอบ</span><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">ลงทุนหนักให้เต็มที่ใน</span><span style="font-size: medium;"> core business </span><span style="font-size: medium;">ของบริษัทประเทศไทย</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">สัปดาห์หน้าคุยต่อถึงสินค้าตัวที่สาม  ตัวที่สี่ และการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์ครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/02/exit-strategy-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ทางออก  (Exit Strategy)</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2010/02/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-exit-strategy/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2010/02/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-exit-strategy/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2010 02:08:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[exit strategy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1470</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเริ่มพูดเรื่องทางออก  ก็ต้องกลับไปดูช่วงทางเข้า  จะเริ่มคิดว่าออกทางไหน  ออกอย่างไรจึงจะดี  ต้องกลับมาสำรวจตัวเองก่อนว่าหลวมตัวหลุดเข้ามาอีท่าไหนก่อน

ผมกำลังคุยเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจโลก  วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ
เขียนเรื่องนี้ระหว่างช่วงวันแห่งความรัก     คนที่หลวมตัวหลุดเข้ามาในวงจรแห่งความรัก  อาจใช้หลักคิดเดียวกันเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการหาทางออกโดยไม่เจ็บตัวมากเกินไปนัก   ก็ไม่ว่ากัน  ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ
ปีที่แล้วเศรษฐกิจของประเทศมหาเศรษฐีทั้งหลายล่มสลายกันถ้วนหน้า  ส่งผลกระทบไปทั่วโลก   ช่วงนั้นทุกประเทศทุกรัฐบาลกุมขมับ  ต้องเร่งหาวิธีแก้ปัญหา     แต่ละประเทศประสบปัญหาที่แตกต่างกัน   ยุทธ์ศาสตร์การแก้ปัญหาจึงแตกต่างกันไป  แต่ถ้าดูในทางลึกแล้วจะเห็นว่าการแก้ปัญหาของแต่ละประเทศคล้ายกันมาก  หลายประเทศเกือบจะเหมือนกันทีเดียว
ประเทศที่เป็นตัวการคือสหรัฐฯอาการหนักกว่าเพื่อน   เพราะวิกฤติเริ่มจากการล่มสลายของสถาบันการเงิน   วิกฤติจากตลาดทุน (Wall Street) ลามไปสู่ภาคธุรกิจที่แท้จริง (Real Economy – Main Street) ทำให้เศรษฐีจนลง  เงินในกระเป๋าน้อยลง   กำลังซื้อหดหาย
กระทบไปทั่วโลก  พ่อค้า นักธุรกิจ  เกือบทุกสาขา  ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว  การส่งออก  อุตสาหกรรมยานยนตร์  อาการหนักกันไปหมด ค้าขายไม่ได้  เกิดการว่างงาน คนเคยมีงานทำ  ถูกออกจากงาน  ที่ยังมีงานอยู่  ก็ได้แต่กังวลว่าเมื่อไหร่จะถูกให้ออก   ทำให้รายได้ประชาชนหดหาย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเริ่มพูดเรื่องทางออก  ก็ต้องกลับไปดูช่วงทางเข้า  จะเริ่มคิดว่าออกทางไหน  ออกอย่างไรจึงจะดี  ต้องกลับมาสำรวจตัวเองก่อนว่าหลวมตัวหลุดเข้ามาอีท่าไหนก่อน</p>
<p><span id="more-1470"></span></p>
<p>ผมกำลังคุยเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจโลก  วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p>เขียนเรื่องนี้ระหว่างช่วงวันแห่งความรัก     คนที่หลวมตัวหลุดเข้ามาในวงจรแห่งความรัก  อาจใช้หลักคิดเดียวกันเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการหาทางออกโดยไม่เจ็บตัวมากเกินไปนัก   ก็ไม่ว่ากัน  ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ</p>
<p>ปีที่แล้วเศรษฐกิจของประเทศมหาเศรษฐีทั้งหลายล่มสลายกันถ้วนหน้า  ส่งผลกระทบไปทั่วโลก   ช่วงนั้นทุกประเทศทุกรัฐบาลกุมขมับ  ต้องเร่งหาวิธีแก้ปัญหา     แต่ละประเทศประสบปัญหาที่แตกต่างกัน   ยุทธ์ศาสตร์การแก้ปัญหาจึงแตกต่างกันไป  แต่ถ้าดูในทางลึกแล้วจะเห็นว่าการแก้ปัญหาของแต่ละประเทศคล้ายกันมาก  หลายประเทศเกือบจะเหมือนกันทีเดียว</p>
<p>ประเทศที่เป็นตัวการคือสหรัฐฯอาการหนักกว่าเพื่อน   เพราะวิกฤติเริ่มจากการล่มสลายของสถาบันการเงิน   วิกฤติจากตลาดทุน (Wall Street) ลามไปสู่ภาคธุรกิจที่แท้จริง (Real Economy – Main Street) ทำให้เศรษฐีจนลง  เงินในกระเป๋าน้อยลง   กำลังซื้อหดหาย</p>
<p>กระทบไปทั่วโลก  พ่อค้า นักธุรกิจ  เกือบทุกสาขา  ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว  การส่งออก  อุตสาหกรรมยานยนตร์  อาการหนักกันไปหมด ค้าขายไม่ได้  เกิดการว่างงาน คนเคยมีงานทำ  ถูกออกจากงาน  ที่ยังมีงานอยู่  ก็ได้แต่กังวลว่าเมื่อไหร่จะถูกให้ออก   ทำให้รายได้ประชาชนหดหาย  เงินในกระเป๋าลดน้อยลง  มีเงินก็ไม่กล้าใช้จ่าย   กำลังซื้อหดหาย  กลายเป็นวงจรอุบาททันที</p>
<p>ประเทศแถบเอเชียโชคดี  ปัญหาหรือวิกฤติทางการเงินยังไม่เกิด    น่าจะเป็นเพราะมีประสบการณ์จากโรคต้มยำกุ้ง  ฝีมือคนไทยที่ฝากไว้ให้กับชาวโลกเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว   เที่ยวนี้เลยโดนหางเลขเฉพาะผลกระทบที่เกิดจากกำลังซื้อที่หดหายไปเท่านั้น</p>
<p>พวกเราที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ   ไม่ใช่นักวิชาการ  ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์  เริ่มได้รู้จักคำว่า  มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า Stimulus Package   เวลาผ่านไปหนึ่งปี   มีศัพท์ใหม่ให้ได้รู้จักเพิ่มขึ้น เป็นภาษาฝรั่งเรียกว่า Exit Strategy</p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  รัฐบาลวางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ต่างจากมาตรการของประเทศอื่นมากนัก  ใช้แนวทางเดียวกันคือให้ภาครัฐฯนำเงินมาใช้จ่ายแทนที่ภาคเอกชนเป็นการชั่วคราว  ตอนนั้นผมรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ   แบ่งมาตรการการกระตุ้นเป็นสองจังหวะ       ผมตั้งชื่อใช้คำย่อว่า SP และเรียกง่ายๆว่า SP1 และ SP2 (ไม่ใช่  Service Pack ของ Window นะครับ)</p>
<p>SP1 เป็นการนำเงินจากรัฐเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้รั่วไหลที่น้อยที่สุด  ส่วน SP2 ใช้เงินสำหรับโครงการระยะปานกลางและถาวรเพื่อสร้างงานและเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศ  ภาษาง่ายๆคือให้คนไทยเก่งขึ้น   เรียนเก่งขึ้น (การศึกษา)  ฉลาดคิดฉลาดทำ (เศรษฐกิจสร้างสรรค์)  เป็นนักประดิษฐ์ (งานวิจัย) ลดต้นทุนขนส่ง (ลอจิสติค) เกษตรกรเข้มแข็ง ( ประกันรายได้) ฯลฯ</p>
<p>SP1 ใช้เงินไปประมาณ 100,000 ล้านบาท  SP2 เตรียมที่จะใช้ปีละ 400,000 ล้านบาท 3 ปีติดต่อกัน</p>
<p>เงินจากSP1 ทยอยออกประมาณต้นเดือนมีนาคม (40,000 ล้านบาท  จากมาตรการ 2,000 บาท มาตรการเรียนฟรี และโครงการต้นกล้า)  ช่วงแรกของไตรมาสที่ ๓ ของปี ประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒  ตัวเลขการว่างงานเริ่มดูดีขึ้นมาก จากที่สุดเลวร้ายคือเกือบ 800,000 คนในเดือนมกราคม</p>
<p>SP2 เริ่มมีการใช้เงินประมาณ 30,000 ล้านบาทจากโครงการประกันรายได้  การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากตัวเลขรายได้ทางภาษี    กระทรวงการคลังคาดว่าจะต้องใช้เงินเพื่อปิดหีบงบประมาณ 200,000ล้านบาท  กลายเป็นจะใช้เพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น</p>
<p>ตัวเลขทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีจึงติดลบเพียง 2.7 จากที่หลายสำนักรวมถึงนักวิจารณ์ นักวิเคราะห์ เคยบอกว่าอาจจะถอยไปติดลบถึง 4 ถึง 5</p>
<p>ปีหน้ารัฐบาลคาดว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างแน่นอน  กำลังดูว่าน่าจะทำให้ยืนอยู่ได้ในแดนบวกที่ 4-5</p>
<p>แปลว่าทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติแล้วหรือไม่   ถ้าจริง  จึงมีคำถามต่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ SP1  SP2 จะเดินหน้าต่อหรือเปล่า  (SP 1 คงไม่ต้องพูดถึงเพราะผ่านไปแล้ว  ที่เหลือและเพิ่งจะเริ่มคือ SP 2)</p>
<p>ที่ต้องถามกันเพราะความกลัว   เนื่องจากมาตรการที่ว่านี้ต้องใช้เงินมาก  และที่สำคัญคือเงินที่ต้องนำไปใช้ก็ไม่มี ต้องกู้มาทั้งสิ้น   กู้มามากๆ   อนาคตจะเอาปัญญาหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้    ลูกหลานไม่เดือดร้อนกันไปหมดหรือ</p>
<p>เป็นคำถามที่ประชาชนของทุกประเทศเขาถามผู้นำประเทศเหมือนกันหมดครับ  เราจึงเริ่มเห็นบางประเทศวางแผนยุทธ์ศาสตร์ทางออก (Exit Strategy) กันแล้วครับ</p>
<p>บางประเทศไม่ได้แค่วางแผน  แต่เริ่มลุยเลยก็มี</p>
<p>ประเทศออสเตรเลียเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต้นเดือนตุลาคมครับ  ส่วนประเทศอินเดียเริ่มเข้มงวดมาตรการทางการเงินมากขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน  แต่ยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย</p>
<p>ประเทศจีนเข้มงวดการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินมากขึ้นเมื่อต้นปีนี้เอง  จีนมีท่าทีว่าจะยอมให้ค่าเงินหยวนของจีนที่ผูกติดกับดอลล่าห์สหรัฐมีความยืดหยุ่นมากขึ้นภายในอนาคตอันใกล้นี้  แปลความหมายว่าจะยอมให้ค่าเงินปรับแข็งขึ้น (เดิมจีนใช้นโยบายเงินอ่อนเพื่อช่วยการส่งออกในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี )</p>
<p><strong>แล้วประเทศไทยมียุทธ์ศาสตร์ทางออกอย่างไร</strong><strong> </strong></p>
<p>ทำอย่างนี้ครับ</p>
<p>โครงการของ SP2 ควรคงไว้ตามเดิม  แต่ปรับปรุงแหล่งที่มาของเงินใหม่  เพื่อเข้มงวดการใช้เงินกู้ไม่ให้กู้เกินกว่าที่จำเป็น  ย้ายโครงการส่วนที่เดิมจะเป็นการใช้เงินนอกงบประมาณและเหมาะสมที่จะใช้เงินในงบประมาณได้มาเป็นการใช้เงินในงบประมาณทั้งหมด    ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ปีละ 100,000 กว่าล้านบาท</p>
<p>ส่วนที่เหลือที่เป็นโครงการของรัฐวิสาหกิจ โครงการด้านลอจิสติค ต้องเดินหน้าทำต่อ   ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่  รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ  &#8211; ระยอง  ถนนสีเลน  รถไฟฟ้าใต้ดิน ขยายสนามบินและ Airport Link เป็นต้นแต่ควรเชิญชวนเอกชนให้มาลงทุนได้</p>
<p>สำหรับนโยบายการเงินที่มีคนเริ่มวิจารณ์กันมากขึ้น   เรื่องของค่าของเงินบาทหรือเรื่องของอัตราดอกเบี้ย   ความเห็นส่วนตัว   ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ   หน้าที่ใครหน้าที่มัน  โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินบาท   ดูจะกังวลกันมาก  เพราะกลัวเรื่องของการส่งออกที่ต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อน</p>
<p>ความจริงปัญหาบ้านเรามีมาก   โครงสร้างเศรษฐกิจของโลกก็เปลี่ยนไปพอสมควร อาจถึงเวลาที่เราต้องกลับมาพิจารณา  ทบทวนยุทธศาสตร์ทิศทางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกันใหม่เสียที</p>
<p>คำถามที่ต้องหาคำตอบให้ได้ชัดคือ  ประเทศไทยจะวางยุทธ์ศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศอย่างไร</p>
<p>เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีความสุขโดยถ้วนหน้าและทัดเทียมกัน</p>
<p>ขอคุยต่อเรื่องนี้สัปดาห์หน้าครับ</p>
<div><span style="font-family: Thonburi, 'Times New Roman', 'Bitstream Charter', Times, serif; font-size: x-small;"><br />
</span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2010/02/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81-exit-strategy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
