<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Korbsak Sabhavasu&#039;s Blog</title>
	<atom:link href="http://www.korbsak.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.korbsak.com</link>
	<description>Politics, Economics, Life</description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Sep 2011 06:08:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ห้ามกระพริบตา-Final cut</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-final-cut/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-final-cut/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Sep 2011 06:08:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2188</guid>
		<description><![CDATA[Final Cut มาเร็วกว่าที่คิด วันนี้ครม.เห็นชอบโครงการรรับจำนำเรียบร้อยแล้วครับ กล้าทำกว่าที่ผมคิดไว้มากทีเดียว เนื้อหาการเดินหน้าโครงการไม่ได้ต่างไปมากนักจากเวอร์ชั่น Producer&#8217;s cut ต่างที่แนวทางการใช้เงิน เห็นชัดเจนขึ้นว่ารัฐบาลเตรียมเดินหน้าเต็มสูบ รัฐบาลพร้อมซื้อข้าวเปลือก 25 ล้านตัน ผมกะไว้ 30 ล้านตัน แสดงว่าน้ำท่วมนาเสียหายมากกว่าที่คิด คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินให้ธกส.ไว้รับซื้อข้าวเปลือก 410,000 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการอีกเกือบ 26,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 436,000 ล้านบาท ผมประมาณไว้ที่ 500,000 ล้านบาทบวกลบ ถือว่าใกล้เคียง คณะรัฐมนตรีอนุมัติครั้งเดียวทั้งหมดประมาณ 436,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่ 1. อนุมัติ 410,000 ล้านบาทให้ธกส. โดยให้ธกส.ใช้เงินของธนาคารลุยซื้อข้าวเปลือกไปก่อน ด้วยวงเงิน 90,000 ล่้านบาท อีก 320,000 ล้านบาท มอบให้คลังไปหาวิธีกู้เงินให้ ธกส.ในภายหลัง ส่วนที่ 2. อนุมัติตั้งงบประมาณปี 2555 วงเงินที่เรียกว่าเป็นการจ่ายขาด 25,547.647 ล้านบาทเป็นค่าบริหารโครงการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Final Cut มาเร็วกว่าที่คิด</p>
<p>วันนี้ครม.เห็นชอบโครงการรรับจำนำเรียบร้อยแล้วครับ กล้าทำกว่าที่ผมคิดไว้มากทีเดียว</p>
<p>เนื้อหาการเดินหน้าโครงการไม่ได้ต่างไปมากนักจากเวอร์ชั่น Producer&#8217;s cut ต่างที่แนวทางการใช้เงิน เห็นชัดเจนขึ้นว่ารัฐบาลเตรียมเดินหน้าเต็มสูบ<span id="more-2188"></span></p>
<p>รัฐบาลพร้อมซื้อข้าวเปลือก 25 ล้านตัน ผมกะไว้ 30 ล้านตัน แสดงว่าน้ำท่วมนาเสียหายมากกว่าที่คิด</p>
<p>คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินให้ธกส.ไว้รับซื้อข้าวเปลือก 410,000 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการอีกเกือบ 26,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 436,000 ล้านบาท ผมประมาณไว้ที่ 500,000 ล้านบาทบวกลบ ถือว่าใกล้เคียง</p>
<p>คณะรัฐมนตรีอนุมัติครั้งเดียวทั้งหมดประมาณ 436,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองส่วน</p>
<p>ส่วนที่ 1. อนุมัติ 410,000 ล้านบาทให้ธกส. โดยให้ธกส.ใช้เงินของธนาคารลุยซื้อข้าวเปลือกไปก่อน ด้วยวงเงิน 90,000 ล่้านบาท อีก 320,000 ล้านบาท มอบให้คลังไปหาวิธีกู้เงินให้ ธกส.ในภายหลัง</p>
<p>ส่วนที่ 2. อนุมัติตั้งงบประมาณปี 2555 วงเงินที่เรียกว่าเป็นการจ่ายขาด 25,547.647 ล้านบาทเป็นค่าบริหารโครงการ</p>
<p>อธิบายได้อย่างนี้ครับ</p>
<p>สำหรับส่วนที่ 1. เป็นวงเงินรับซื้อข้าวเปลือกล้วนๆ ซื้อแพง ขายถูก หรือซื้อแพงแต่ขายเก่ง ขายได้ราคาสูงกว่าที่ซื้อ ต้องนั่งชมกันอย่างไม่กระพริบตาต่อจากนี้ไป รวมทั้งช่วยกันตรวจสอบว่าตอนซื้อข้าวเปลือกจะไม่มีการเวียนเทียนข้าว หมายถึงข้าวล๊อตเดียวแต่ซื้อหลายครั้ง หรือไม่ใช่ซื้อข้าวจากเพื่อนซี้ที่อยู่ติดชายแดน</p>
<p>ขาดทุนหรือกำไร รออีกอย่างน้อยปีครึ่งตัวเลขถึงจะออก ถ้าขาดทุนท่านผู้อ่านในฐานะผู้เสียภาษี เตรียมจ่ายเงินจากงบประมาณแผ่นดินได้เลย ถ้ามีกำไรต้องขอคารวะสามจอก (ผมคาดว่าจะขาดทุนประมาณแสนล้าน)</p>
<p>ส่วนที่ 2. เป็นค่าบริหาร เห็นชื่อที่เรียกก็ขนลุกเกลียวแล้ว ราชการเขาเรียกว่า &#8220;จ่ายขาด&#8221; ขาดจริงๆ ครับเพราะไม่ว่าส่วนที่ 1 จะกำไรหรือขาดทุนก็ไม่เกี่ยว ส่วนจ่ายขาดยังคงเป็นค่าใช้จ่าย หลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>จ่ายใครบ้าง จ่ายโรงสี เจ้าของโกดังและหน่วยงานของรัฐบาล</p>
<p>1. จ่ายธกส. 14,882.41 ล้านบาท เป็นค่าดอกเบี้ยและบริหารสินเชื่อ</p>
<p>2. จ่ายโรงสี จ่ายเจ้าของโกดัง ผ่าน อคส. อตก. 9,958.317 ล้านบาท เป็นค่าบริหาร ค่าสีข้าว และค่าเช่าโกดัง</p>
<p>3. จ่ายกระทรวงพานิชย์ 498.00 ล้านบาท เป็นค่าบริหาร กำกับ ดูแล และประชาสัมพันธ์ (105.5 ล้านบาท)</p>
<p>4. จ่ายกระทรวงเกษตร 208.92 ล้านบาท เป็นค่าบริหารจัดการการขึ้นทะเบียน รั่วไหลหรือไม่ หลับตานึกภาพเอาเอง</p>
<p>เกิดจากท้องพ่อท้องแม่เพิ่งจะได้ประสบพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตต้องร้อง &#8220;OMG พระเจ้าช่วย กล้วยทอด&#8221; รัฐบาลของน้องสาวพตท.ทักษิณอนุมัติวงเงินใช้จ่ายครั้งเดียว เกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเพียง 1 ปี</p>
<p>เห็นตัวเลขแล้วท่านผู้อ่านในฐานะเจ้าของเงินหน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลมไปแล้วหรือยังครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-final-cut/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ห้ามกระพริบตา &#8211; Director&#8217;s cut</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-directors-cut/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-directors-cut/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Sep 2011 06:19:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2186</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนชมหนังเรื่องนี้จะขอให้ท่านหลับตาก่อนครับ   ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูว่า   ถ้าวันนี้ชาวนาไทยเกือบ 5 ล้านครอบครัว ทำนาแล้วไม่รู้จักคำว่าขาดทุนติดต่อกันซัก 3-4 ปี    เศรษฐกิจไทยจะก้าวกระโดดไปไกลแค่ไหน หลับตาแล้วจะงีบต่ออีกซักนิดก็ไม่ว่ากันครับเพราะอาจได้ฝันดี   เห็นภาพครอบครัวชาวนาไทยมีรายได้ติดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าคนชั้นกลางของประเทศเสียที ตื่นมาพบกับชีวิตจริงว่า  คำว่ากำไรอยู่คู่กับคำว่าขาดทุน      คนค้า คนขาย นักธุรกิจ ต้องพร้อมที่จะยินดีกับคำว่ากำไรและยอมรับคำว่าขาดทุนเท่าๆกัน    ชาวนาก็เป็นนักธุรกิจเช่นกัน  จัดอยู่ในระดับ xxxs (ซุปเปอร์จิ๋ว) เป็นส่วนใหญ่     การที่รัฐบาลจะมีนโยบายช่วยชาวนาให้ทำนาได้กำไร ทุกปี ทุกคน  ถือว่าเป็นงานที่แสนยาก    นักวิชาการบางท่านจึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะทำได้    เราจึงได้ยินคำว่า &#8220;ดีแต่โม้&#8221; ไงครับ 2-3 เดือนที่ผ่านมา พตท.ทักษิณผู้คิด  สั่งให้น้องสาวตระเวนฉายหนังตัวอย่างนโยบายนี้ไปทั่วประเทศ โฆษณาแบบเสียงดังฟังชัดว่า   ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะประกาศราคาข้าวเปลือกล่วงหน้าก่อนฤดูทำนา    ชาวนาขายข้าวเปลือกไม่ได้ตามราคาที่ประกาศ   รัฐบาลพร้อมซื้อทุกเม็ด  ไม่จำกัดจำนวน ชาวนาได้ชมหนังตัวอย่างแล้วคิดในใจว่า เทวดามาโปรดฉันแล้ว จากนี้ไปทำนาไม่มีคำว่าขาดทุน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div>
<p>ก่อนชมหนังเรื่องนี้จะขอให้ท่านหลับตาก่อนครับ   ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูว่า   ถ้าวันนี้ชาวนาไทยเกือบ 5 ล้านครอบครัว ทำนาแล้วไม่รู้จักคำว่าขาดทุนติดต่อกันซัก 3-4 ปี    เศรษฐกิจไทยจะก้าวกระโดดไปไกลแค่ไหน หลับตาแล้วจะงีบต่ออีกซักนิดก็ไม่ว่ากันครับเพราะอาจได้ฝันดี   เห็นภาพครอบครัวชาวนาไทยมีรายได้ติดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าคนชั้นกลางของประเทศเสียที<span id="more-2186"></span></p>
<p>ตื่นมาพบกับชีวิตจริงว่า  คำว่ากำไรอยู่คู่กับคำว่าขาดทุน      คนค้า คนขาย นักธุรกิจ ต้องพร้อมที่จะยินดีกับคำว่ากำไรและยอมรับคำว่าขาดทุนเท่าๆกัน    ชาวนาก็เป็นนักธุรกิจเช่นกัน  จัดอยู่ในระดับ xxxs (ซุปเปอร์จิ๋ว) เป็นส่วนใหญ่     การที่รัฐบาลจะมีนโยบายช่วยชาวนาให้ทำนาได้กำไร ทุกปี ทุกคน  ถือว่าเป็นงานที่แสนยาก    นักวิชาการบางท่านจึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะทำได้    เราจึงได้ยินคำว่า &#8220;ดีแต่โม้&#8221; ไงครับ</p>
<p>2-3 เดือนที่ผ่านมา พตท.ทักษิณผู้คิด  สั่งให้น้องสาวตระเวนฉายหนังตัวอย่างนโยบายนี้ไปทั่วประเทศ</p>
<p>โฆษณาแบบเสียงดังฟังชัดว่า   ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะประกาศราคาข้าวเปลือกล่วงหน้าก่อนฤดูทำนา    ชาวนาขายข้าวเปลือกไม่ได้ตามราคาที่ประกาศ   รัฐบาลพร้อมซื้อทุกเม็ด  ไม่จำกัดจำนวน</p>
<p>ชาวนาได้ชมหนังตัวอย่างแล้วคิดในใจว่า <em>เทวดามาโปรดฉันแล้ว จากนี้ไปทำนาไม่มีคำว่าขาดทุน   ทำให้ฉันอดนึกถึงโครงการรับจำนำของทักษิณสมัยก่อนไม่ได้    จำได้ว่าสมัยนั้นฉันไม่ค่อยจะได้โควต้า เส้นสายไม่มี     แต่วันนี้เขาบอกว่าเขาปรับปรุงโครงการใหม่แล้ว ชาวนามีข้าวขายเท่าไหร่ รัฐบาลรับซื้อหมดทุกเม็ด สุดยอดทีเดียว </em>(ผู้คิดนโยบายแอบคิดในใจว่า หนังเรื่องนี้ คนดูพอใจล้นหลาม เลือกตั้งน่าจะชนะขาด)</p>
<p>หนังจะเริ่มฉายแล้วครับ เริ่มวันที่  7 ตุลาคมนี้   ท่านผู้อ่านไม่มีทางเลือกนะ  จะเมินหน้าหนีไม่ดูก็ไม่ได้ เพราะหนังเรื่องนี้เขาใช้เงินภาษีของท่านไปสร้าง   ต้องตามดูให้จบและห้ามกระพริบตากันทีเดียว</p>
<p>ย้อนกลับไปวันก่อนคุยให้ฟังว่า  ตัวละครในหนังเรื่อง &#8220;จันทร์เจ้าขา ขอข้าว ขอ&#8230;&#8221;  มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัวละครหลัก<strong>ชาวนา โรงสี พ่อค้า</strong> สำหรับ<strong>รัฐบาล</strong>นั้น  เป็นผู้กำกับครับ</p>
<p><strong>รัฐบาล</strong>เปิดฉากโดยการกำหนดราคาข้าวเปลือก 15,000 บาทต่อตัน  ข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน (ไม่บิดพริ้ว ราคาเป็นไปตามที่ได้เคยฉายหนังโฆษณาไว้ทุกประการ)</p>
<p><strong>ชาวนา</strong>หน้าบานครับเมื่อได้ทราบข่าว   <strong>โรงสี พ่อค้า </strong>บางกลุ่มก็หน้าบาน บางกลุ่มก็หน้าหุบ   แต่ก็สุมหัวปรึกษาหารือกันแล้วมีคำตอบไปยังรัฐบาล</p>
<p>เริ่มที่ปลายทาง  <strong>พ่อค้า</strong>บอกรัฐบาลกำหนดราคาข้าวเปลือกที่ 15,000 บาทต่อตัน   ถ้าจะซื้อข้าวเปลือกในราคาที่ประกาศ ผมต้องปรับราคาขายข้าวสารอีกประมาณร้อยละ 20 ถึงจะอยู่ได้   ผู้บริโภคโวยวายแน่    กระทรวงพานิชย์จะยอมให้ผมขึ้นราคาไหม   ถ้าไม่ยอม ผมค้าขายไม่ได้หรอกครับ</p>
<p>และถ้าจะให้ส่งข้าวสารไปขายต่างประเทศ  ตอนนี้เขาขายกันเพียง $500 &#8211; 600 ต่อตัน   ถ้าต้นทุน 15,000 บาท ก็ต้องขายประมาณ $800 ต่อตัน  จนปัญญาเช่นกัน ไม่รู้จะหาคนซื้อจากไหน</p>
<p><strong>โรงสี</strong>เสริมต่อทันทีว่า   ถ้าผู้ส่งออกไม่ซื้อข้าวสารจากผม  ผมก็ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาไม่ได้ในราคาที่รัฐบาลประกาศเช่นกัน</p>
<p><strong>โรงสี</strong>เก่งพูดต่อว่า  แต่ผมมีทางออกนะ  รัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกทั้งหมดจากชาวนาแล้วจ้างผมสีก็แล้วกัน   ถ้าไม่มีโกดังเก็บ เช่าโกดังผมก็ได้ ผมคิดค่าสีข้าวเปลือก   ค่าเช่าโกดังเก็บข้าวสารในราคาที่ย่อมเยาเพราะผมอยากช่วยชาติ ช่วยชาวนา (ท่านผู้อ่านแอบยิ้มในใจหรือเปล่า)</p>
<p><strong>ผู้ส่งออก</strong>เสริมต่อ  ไม่เลวครับวิธีนี้   เมื่อซื้อจนโกดังเต็ม   ผมได้ order ส่งออกมา ก็ช่วยขายข้าวสารให้ผม  แต่ต้องขายในราคาที่ผมสามารถแข่งขันกับประเทศส่งออกอื่นๆได้นะ    รัฐบาลขายถูกกว่าต้นทุน รัฐบาลขาดทุนไม่เป็นไรใช้เงินภาษีมาชดเชยได้  ถือว่าเป็นการช่วยชาวนาก็แล้วกัน (ผู้เสียภาษีว่าไงครับ  ยกมือขึ้น)</p>
<p><strong>รัฐบาล</strong>ฟังแล้วตอบรับข้อเสนอทันที  ท่านผู้อ่านดูหนังเรื่องนี้เพลินๆ อาจเผลอหลับไปได้   แต่ถ้าเห็นตัวเลขที่ผมเอามาให้ดู คงหลับไม่ลง ตาสว่างหรือไม่ก็ตาค้างไปเลย</p>
<p>ปีนี้คาดว่าชาวนาจะผลิตข้าวนาปีได้ 24.3 ล้านตัน   นาปรังได้ 10.1 ล้านตัน รวมทั้งสิ้น 34.4 ล้านตัน   น้ำท่วมหนัก ไร่นาเสียหายแต่ตัวเลขรวมไม่น่าจะผิดไปจาก 30 ล้านตัน    รัฐบาลประกันราคาที่ 15,000  - 20,000 บาทต่อตัน ใช้เงินซื้อข้าวเปลือกประมาณ 30 ล้่านตัน* 16,000 บาทเฉลี่ยต่อตัน = 500,000 ล้านบาท ตัวเลขกลมๆ</p>
<p>ห้ามกระพริบตา   ดูต่อเพราะรัฐบาลจะใช้เทคนิคบริหารการเงินอย่างนี้ครับ</p>
<p>ครม.อนุมัติวงเงินให้ธกส.นำไปใช้ในการรับซื้อข้าวเปลือกรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ   เริ่มต้นด้วยวงเงิน 100,000 ล้านบาทในครั้งแรก  และทยอยขอเพิ่มเป็นช่วงๆ (ต้องจับตามองว่าขออนุมัติกี่ครั้งและใช้วงเงินทั้งหมดเท่าไหร่ตลอดปีเพาะปลูก)</p>
<p>จะมีเงินไหลออกและไหลเข้าผ่านบัญชี  หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ</p>
<p>เงินไหลออกมี 1.ค่าข้าวเปลือกจ่ายชาวนา (จุดรั่วไหลคือชาวนาตัวจริง? ไม่เป็นข้าวหมุนเวียนหรือมาจากเพื่อนบ้าน?) 2. ค่าสีข้าว จ่ายโรงสี 3. ค่าเก็บข้าว จ่ายโกดังเอกชน จ่ายอตก. จ่ายอคส. (แพง แพง แพง)  4. ค่าดอกเบี้ย ค่าบริหาร ธกส. 5. ค่าจ้าง surveyor ฯ</p>
<p>เงินไหลเข้ามี 1. รายได้จากการนำข้าวที่ซื้อไว้ขายให้พ่อค้าส่งออก (ขายราคาถูกกว่าทุน เพื่อผู้ส่งออกจะได้แข่งขันในตลาดโลกได้)  2. ขายให้พ่อค้าขายในประเทศ (ขายถูกเพื่อไม่ให้ประชาชนซื้อข้าวแพงเกินไป)  3. รายได้จากการทำข้าวถุงขาย  4. รายได้จากรัฐบาลเจรจาขายต่างประเทศในรูปแบบรัฐฯต่อรัฐฯ</p>
<p>ประเด็นสำคัญเพื่อเรียกแขก  ไม่ให้เสียลูกค้าและตลาดข้าวปั่นป่วนมากเกิน    รัฐบาลคงยอมขาดทุน งานนี้เป็น zero sum game แปลว่า ขาดทุนเท่าไหร่ก็มีคนกำไรเท่านั้น  คนที่รับภาระนำเงินมาชดเชยการขาดทุนมีกลุ่มเดียวคือผู้เสียภาษี    ส่วนกลุ่มที่ได้กำไรคือ ตัวละครทั้งสามรวมทั้งผู้กำกับครับ</p>
<p>ที่แสบๆคันๆ คือกว่าจะรู้ว่าบัญชีนี้มีเงินเข้ามากกว่าออก  หรือมีเงินออกมากกว่าเข้า  ก็ต้องรอให้ปิดบัญชี สำหรับโครงการนี้เงินออกมากกว่าเงินเข้าแน่นอน   เชื่อขนมกินได้ว่าจะขาดทุน  ผมคาดว่าอย่างน้อยปีครึ่งถึงจะได้เห็นตัวเลขขาดทุน</p>
<p>ถามว่าจะขาดทุนซักเท่าไหร่  เดายากนะ เก่งสุดอาจขาดทุนร้อยละ 20 คิดเป็นเงินก็แสนล้านบาทบวกลบ เฉพาะปีเดียวนะครับ เงินจำนวนนี้สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินได้สองสายมั้ง ที่สุดยอดกว่านั้นคือรัฐบาลจะใช้วิธิจัดงบประมาณเพื่อใช้หนี้ธกส.โดยการผ่อนส่ง   สมมุติขาดทุนแสนล้านก็ตั้งจ่ายงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินไว้ปีละหมื่นล้านหรือมากกว่า ผ่อนไปเรื่อยๆครับ   ท่านผู้อ่านไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าจ่ายเท่าไหร่ เมื่อไหร่ ถ้าไม่ติดตาม   เท่าที่ทราบรัฐบาลในอดีตค้างเงินธกส.สะสมมากว่าแสนล้านบาทจากโครงการรับจำนำอันลือชื่อลักษณะอย่างนี้</p>
<p>ถามผมวันนี้ว่ารัฐบาลเดินหน้าต่อไหม   ผมเชื่อว่าเดินหน้าต่อครับ ทำได้ ไม่ &#8220;ดีแต่โม้&#8221; อย่างแน่นอน ทำได้เพราะยังไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ เพียงให้ครม.อนุมัติเงินกู้จากธกส.ในการเดินหน้าโครงการ ทำทุกปีคงไม่ได้ ทำได้ครั้งเดียว ปีเดียวครับ เรียกว่าขายผ้าเอาหน้ารอดก็คงไม่ผิด</p>
<p>ขณะที่ผู้เสียภาษีติดตามหนังเรื่องนี้ไป ใบ้กินไป   ผู้กำกับโพ้นทะเลโน้นนั่งจิบไวน์อย่างสบายอารมณ์  คิดในใจว่า<em>กลุ้มไปทำไมกัน นโยบายทำปีเดียวก็พอ กว่าจะรู้ว่าขาดทุน กำไร เท่าไหร่   รัฐบาลก็เปลี่ยนโฉมไปแล้ว รัฐบาลใหม่ นโยบายใหม่ ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่่องของรัฐบาลเก่า คิดมากไปได้   และอีกนานเกินปีจึงจะถึงวันนั้น  เราเองก็ได้กลับประเทศไทย ไม่ต้องติดคุก  ทุกอย่างก็เรียบร้อยไปแล้ว สุดยอดไหมละเพื่อน</em></p>
<p>ให้ rating หนังเรื่องนี้อย่างไงดีครับ</p>
<p>(มีอีกครับ&#8230; นโยบายประกันรายได้ เรื่องของมันสำปะหลัง เรื่องข้าวโพด และตัวเลขขายข้าวแบบสุดขาดทุน เพื่อชาวนา!!)</p>
</div>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-directors-cut/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>15,000</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/15000/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/15000/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2011 07:17:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2169</guid>
		<description><![CDATA[ปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน&#8230;ดีมั้ยค้าาาา&#8230;พี่น้อง พี่น้องชอบคร๊าบบบ  ผมยังชอบเลย   อยากให้ลูกหลานเรียนจบแล้วทำงานเลี้ยงตัวเองได้เสียที จำได้ว่าตอนจบปริญญาตรีใหม่ๆ  ช่วงปีแรกผมเปลี่ยนงานถึงสามครั้ง   เริ่มที่บริษัทเอกชนขายเครื่องทำความเย็นได้ 3,000 บาท อยู่ได้เดือนเดียว  ย้ายมาทำที่ธนาคารทหารไทย  บรรจุหรูทีเดียวเริ่มที่ 2,250 บาทต่อเดือน อยู่ได้เพียง 8 เดือนก็ต้องเผ่น   งานใหม่เงินเดือนดีขึ้นกว่าเดิม   บริษัทฝรั่งเขาจ้างที่ 6,500 บาทต่อเดือน  ไปนั่งเฝ้าสนามบินที่อุดรฯ  นี่ขนาดจบวิศวฯจากอเมริกาเชียวนะ เงินเดือนภาคเอกชนจะเป็นอย่างนี้  บริษัทฯมีอิสระในการว่าจ้างพนักงานของเขา  เงินเดือนจะแตกต่างกันไป   สเปคของผู้สมัครต้องตรงกับที่บริษัทฯอยากได้   เงินเดือนถึงจะดี นโยบายจบปริญญาตรีได้เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาทต่อเดือน  จึงเป็นนโยบายที่ดูดี  แต่ทำให้เป็นจริงไม่ได้เพราะรัฐฯไม่มีสิทธิิ์กำหนดว่าภาคเอกชนจะจ้างแบบไหน  อย่างไร  และเท่าไหร่   ขนาดค่าแรงขั้นต่ำก็ต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี ถ้าจะให้เครดิต พตท.ทักษิณ  ในฐานะผู้คิด (เพราะรักมากและเชื่อทุกอย่าง)   อาจแก้ต่างแทนได้ ว่าพตท.ทักษิณหมายถึงเงินเดือนปริญญาตรีเฉพาะผู้ที่จะได้บรรจุเป็นข้าราชการเท่านั้น   โปสเตอร์หาเสียงพื้นที่มีไม่พอ  จึงไม่ได้ระบุว่าให้เฉพาะข้าราชการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>ปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน&#8230;ดีมั้ยค้าาาา&#8230;พี่น้อง</p>
<p>พี่น้องชอบคร๊าบบบ  ผมยังชอบเลย   อยากให้ลูกหลานเรียนจบแล้วทำงานเลี้ยงตัวเองได้เสียที</p>
<p>จำได้ว่าตอนจบปริญญาตรีใหม่ๆ  ช่วงปีแรกผมเปลี่ยนงานถึงสามครั้ง   เริ่มที่บริษัทเอกชนขายเครื่องทำความเย็นได้ 3,000 บาท อยู่ได้เดือนเดียว  ย้ายมาทำที่ธนาคารทหารไทย  บรรจุหรูทีเดียวเริ่มที่ 2,250 บาทต่อเดือน อยู่ได้เพียง 8 เดือนก็ต้องเผ่น   งานใหม่เงินเดือนดีขึ้นกว่าเดิม   บริษัทฝรั่งเขาจ้างที่ 6,500 บาทต่อเดือน  ไปนั่งเฝ้าสนามบินที่อุดรฯ  นี่ขนาดจบวิศวฯจากอเมริกาเชียวนะ<span id="more-2169"></span></p>
<p>เงินเดือนภาคเอกชนจะเป็นอย่างนี้  บริษัทฯมีอิสระในการว่าจ้างพนักงานของเขา  เงินเดือนจะแตกต่างกันไป   สเปคของผู้สมัครต้องตรงกับที่บริษัทฯอยากได้   เงินเดือนถึงจะดี</p>
<p>นโยบายจบปริญญาตรีได้เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาทต่อเดือน  จึงเป็นนโยบายที่ดูดี  แต่ทำให้เป็นจริงไม่ได้เพราะรัฐฯไม่มีสิทธิิ์กำหนดว่าภาคเอกชนจะจ้างแบบไหน  อย่างไร  และเท่าไหร่   ขนาดค่าแรงขั้นต่ำก็ต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี</p>
<p>ถ้าจะให้เครดิต พตท.ทักษิณ  ในฐานะผู้คิด (เพราะรักมากและเชื่อทุกอย่าง)   อาจแก้ต่างแทนได้ ว่าพตท.ทักษิณหมายถึงเงินเดือนปริญญาตรีเฉพาะผู้ที่จะได้บรรจุเป็นข้าราชการเท่านั้น   โปสเตอร์หาเสียงพื้นที่มีไม่พอ  จึงไม่ได้ระบุว่าให้เฉพาะข้าราชการ</p>
<p>และที่ไม่ได้ชี้แจง  เพราะตอนที่คุณยิ่งลักษณ์ตระเวณหาเสียงนั้น  เวลามีน้อยเกิน   เลยไม่ได้ออกทีวีเพื่ออธิบายความว่านโยบายที่หาเสียงจะทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง  ( ได้ออกรายการคุณสรยุทธิ์  อุตส่าห์รอตอบเรื่องนโยบาย แต่ก็ไม่เห็นถาม )</p>
<p>ถ้าเป็นเช่นที่ว่าจริง  หมายถึงผู้ที่จบปริญญาตรีสมัครเข้ารับราชการแล้วได้ 15,000  บาทต่อเดือน ทำได้จริง !!</p>
<p>ลองมาดูบัญชีเงินเดือนข้าราชการ ( ปริญญาตรี ) ปัจจุบันครับ</p>
<p><strong>ปี</strong> <strong>1</strong> 9,414        <strong> </strong>9,697</p>
<p><strong> 2</strong> 9,988      <strong> </strong>10,287</p>
<p><strong> 3</strong> 10,596      <strong> </strong>10,914</p>
<p><strong> 4</strong> 11,241      <strong> </strong>11,578</p>
<p><strong> 5</strong> 11,926      <strong> </strong>12,283</p>
<p><strong> 6</strong> 12,652      <strong> </strong>13,031</p>
<p><strong> 7</strong> 13,422      <strong> </strong>13,825</p>
<p><strong>8</strong> 14,240       14,667</p>
<p><strong>9</strong> 15,107       15,560    16,027</p>
<p>ปริญญาตรีเริ่มที่ 9,140 บาทในปีที่ 1  และ 15,107 บาทในปีที่ 9</p>
<p>ถ้าจะปรับจุดเริ่มต้นจาก 9,140 บาทเป็น 15,000 บาทตามนโยบาย  หมายถึงปรับเพิ่มอีกประมาณร้อยละ 60  ก็ต้องปรับส่วนที่เหลือให้สอดคล้องกันไป  จะปรับเฉพาะคนที่บรรจุใหม่ไม่ได้แน่นอน  ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ</p>
<p>ถามว่าดีไหมถ้าจะทำ   ดีอย่างแน่นอน  ข้อเสียคือเรามีเงินภาษีไม่เพียงพอที่จะมาจ่ายหรอกครับ</p>
<p>เราจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการพลเรือน  ทหาร ตำรวจ  ปีละ 428,000 ล้านบาท  ไม่รวมเงินค่าครองชีพ  ค่าบ้านเช่า ค่าสวัสดิการต่างๆอีกกว่าแสนล้านต่อปี</p>
<p>ถ้าปรับบัญชีเงินเดือนโดยยกระดับประญญาตรี 9,140 เป็น 15,000  คาดว่าต้องใช้เงินอีกร่วม 200,000 ล้านบาทต่อปี</p>
<p>สำหรับท่านที่ไม่เคยเชื่อนโยบายนี้    สามารถบอกเพื่อนข้างเคียงได้ว่า  ฉันบอกคุณแล้ว  ( I&#8217;ve told you so )</p>
<p>แต่ถ้าท่านเชื่อทักษิณ  อีกไม่นานเกินรอ ท่านจะได้แค่คิดในใจว่า พตท.ทักษิณนี่ สุดแสบจริงๆ</p>
<p>ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือแทนที่จะยอมรับว่าทำตามสัญญาไม่ได้ ( campaign promise broken )  กลับเริ่มมีคำพูดว่า ที่พี่น้องได้ยินได้ฟังมานั้น  เป็นเพียงเทคนิคของการหาเสียงเท่านั้น</p>
<p>น่าสงสารการเมืองบ้านเราครับ</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/15000/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมกเม็ดป่าว ตอบด่วนค่าาาาา</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2011 07:14:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2163</guid>
		<description><![CDATA[พตท.ทักษิณสั่งน้องสาวให้กระชากค่าครองชีพได้อย่างรวดเร็วทันใจ งานนี้หมูๆ ( ฝรั่งเรียก piece of cake )   ไม่ต้องคิดมากเพราะถือว่าเป็นมาตรการชั่วคราว  ต้องสนองตอบนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ก่อนอื่นใด ถามว่าชั่วคราวแค่ไหน  ตอบว่าขอดูสถานะการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอีกที  คงไม่เกิน 1 ปี  ( ในใจแอบคิดว่า รอให้แก้กฎหมายนิรโทษกรรมให้เสร็จ   จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน ) นโยบายนี้ใครได้ใครเสีย ที่ได้เต็มร้อยน่าจะเป็นพตท.ทักษิณผู้คิดนโยบาย  กองเชียร์ถูกใจมาก  นี่ละนักบริหารมืออาชีพ  พูดจริงทำจริง ทำทันที ผมว่า rating น่าจะกระฉูดนะ ทำให้ลืมเรื่อง 300 บาท  15,000  บาทได้ทีเดียวเชียว สำหรับผู้บริโภคที่ดีใจ   กลุ่มแรกจะเป็นผู้ที่จำเป็นต้องใช้เบนซิน 91 หรือ 95 เพราะไม่มีทางเลือก  วินมอเตอร์ไซค์  เจ้าของรถเก่า เจ้าของรถหรู  ( โรลส์รอยซ์ ปอร์เช่่ เฟอรารี่ จากัวร์ แลมโบ ฯลฯ )  นับจำนวนเทียบกับผู้บริโภคทั้งหมดประมาณร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>พตท.ทักษิณสั่งน้องสาวให้กระชากค่าครองชีพได้อย่างรวดเร็วทันใจ งานนี้หมูๆ ( ฝรั่งเรียก piece of cake )   ไม่ต้องคิดมากเพราะถือว่าเป็นมาตรการชั่วคราว  ต้องสนองตอบนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ก่อนอื่นใด</p>
<p>ถามว่าชั่วคราวแค่ไหน  ตอบว่าขอดูสถานะการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอีกที  คงไม่เกิน 1 ปี  ( ในใจแอบคิดว่า รอให้แก้กฎหมายนิรโทษกรรมให้เสร็จ   จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน )<span id="more-2163"></span></p>
<p>นโยบายนี้ใครได้ใครเสีย</p>
<p>ที่ได้เต็มร้อยน่าจะเป็นพตท.ทักษิณผู้คิดนโยบาย  กองเชียร์ถูกใจมาก  นี่ละนักบริหารมืออาชีพ  พูดจริงทำจริง ทำทันที ผมว่า rating น่าจะกระฉูดนะ ทำให้ลืมเรื่อง 300 บาท  15,000  บาทได้ทีเดียวเชียว</p>
<p>สำหรับผู้บริโภคที่ดีใจ   กลุ่มแรกจะเป็นผู้ที่จำเป็นต้องใช้เบนซิน 91 หรือ 95 เพราะไม่มีทางเลือก  วินมอเตอร์ไซค์  เจ้าของรถเก่า เจ้าของรถหรู  ( โรลส์รอยซ์ ปอร์เช่่ เฟอรารี่ จากัวร์ แลมโบ ฯลฯ )  นับจำนวนเทียบกับผู้บริโภคทั้งหมดประมาณร้อยละ 30</p>
<p>อีกกลุ่มที่ได้เฮด้วยคือผู้ใช้น้ำมันดีเซล  ได้ลดไป 3 บาท  ส่วนนี้มีผลดีกับค่าขนส่ง  ทั้งขนคนและขนสินค้าถ้ามีการลดราคาทันทีเช่นกัน</p>
<p>มาดูคนค้าคนขายบ้าง</p>
<p>ผู้ค้าน้ำมันปวดหัวกันทั่วหน้า</p>
<p>เบนซิน 95 มีขายเฉพาะปั๊ม Chevron  PT  Susco Pure Petronas  ส่วนที่เป็นปั๊มน้ำมันยักษ์ใหญ่ไม่ว่า  ปตท. เอสโซ่ เชลล์ และบางจาก เลิกขายไปนานแล้ว   บางจากมีกว่า 600 ปั้มที่จำหน่ายเฉพาะแก๊สโซฮอล์   ลูกค้าน่าจะหายหมด  เจ๊งสนิท</p>
<p>เบนซิน 91 มีอยู่ทั่วไป  คงจะขายดี  ผู้ใช้เปลี่ยนใจกลับมาเติม 91 มากขึ้นเพราะเครื่องยนตร์จะกินน้ำมันน้อยกว่าโซฮอล์  เติมจำนวนลิตรเท่ากัน  วิ่งได้ไกลกว่า</p>
<p>ผู้ค้าเอทานอลไม่ต้องพูดถึง  ไม่ต้องวิเคราะห์ให้มากความก็พอจะมองเห็นอนาคตที่ไม่มีอนาคต   ปริมาณการใช้เอทานอลลดลงแน่ สองสามปีที่ผ่านมา  สมาคมผู้ค้าฯได้พยายามผลักดันให้รัฐฯส่งเสริมนโยบายพลังงานทดแทนอย่างจริงจังโดยขอให้ยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 เพื่อผู้บริโภคจะได้ใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น   ล๊อบบี้ไม่สำเร็จครับเพราะรัฐบาลต้องการให้ผู้บริโภคมีทางเลือกบ้าง น่าจะเป็นช่วงรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์</p>
<p>วันนี้อาการหนัก  ต้องจำกันไปอีกนานว่านโยบายพลังงานของไทยแลนด์คือการสนับสนุนพลังงานนำเข้า   ไม่สนับสนุนพลังงานทดแทน  นโยบายอย่างนี้   มีได้ที่นี่ที่เดียวครับ</p>
<p>ที่น่าสงสารสุดคือเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังจำนวนกว่าล้านครัวเรือน   ส่วนใหญ่จากภาคอีสาน  โคราช ชัยภูมิ  บุรีรัมย์   ผมเคยเป็นผู้แทนโคราชหลายสมัย  จำสภาพพื้นที่ในบางอำเภอได้เป็นอย่างดี  แล้งครับ  มีแต่ดินทราย ทำมาหากินแสนยาก ปลูกได้แค่มันสำปะหลัง   ตอนผมรับจ๊อบเป็นรองนายกฯ   ราคามันสำปะหลังประมาณบาทเศษ   ผ่านไปปีเศษ ราคาขึ้นไปถึง 3 บาทกว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยจะดี   ลงมาที่ 2 บาทต้นๆ  กลัวว่าจะร่วงไปเรื่อยๆ</p>
<p>คุยเพลินเรื่องผลกระทบ   ลืมประเด็นตามไตเติ้ลไปซะงั้น   มีคำถามสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ถอดด้ามครับ</p>
<p>ก่อนถาม ต้องปูพื้นปูเสื่อกันเล็กน้อย</p>
<p>ราคาน้ำมันที่ท่านทั้งหลายจ่ายที่ปั๊มนั้น  ไม่ใช่เป็นราคาที่รวมเฉพาะต้นทุน  ภาษี และ เงินส่งกองทุนเท่านั้น  ยังมีอีก 1 รายการที่ไม่ค่อยจะพูดถึงกันนัก   เรียกว่าค่าการตลาด  หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ</p>
<p>ประเภท         กองทุน        ค่าการตลาด               ปริมาณขาย</p>
<p>95                7.5000        <strong><em>4.9221 </em></strong>0.1   ล้านลิตรต่อวัน</p>
<p>91                6.7000        1.0622           7-8   ล้านลิตรต่อวัน</p>
<p>sohol95       2.4000         1.0176           7-8   ล้านลิตรต่อวัน</p>
<p>Sohol91       0.1000         1.1589            5.0   ล้านลิตรต่อวัน</p>
<p>E20             -1.3000        1.6843            0.5   ล้านลิตรต่อวัน</p>
<p>E85            -13.5000       8.7978            12,500  ลิตรต่อวัน</p>
<p>คำถามง่ายนิดเดียว</p>
<p><em>ถาม 1</em> ท่านรัฐมนตรีทราบเหตุผลไหม  ว่าทำไมผู้ค้าเบนซิน 95  ถึงได้ค่าการตลาดสูงถึงลิตรละ 4.9221 บาท ขณะที่ประเภทอื่นๆได้เพียง 1.0 บาทเศษเท่านั้น ( ยกเว้น อี 85 ได้  8.8978 บาท )</p>
<p>ขอตอบแทนว่า   เพราะเบนซิน 95 ราคาสูง ผู้บริโภคหนีหมด  รัฐฯจึงต้องไหว้วานให้ผู้ค้าช่วยขายให้หน่อยถึงแม้จะมีลูกค้าเพียงหยิบมือ    โดยการให้ค่าการตลาดอย่างงาม</p>
<p>วันนี้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย  เป็นนโยบายที่ส่งเสริมเบนซิน 95 ปรับราคาลงลิตรละ 8.02 บาท ลูกค้าจะเพิ่มขึ้นมาก  ไม่ใช่หยิบมือเหมือนเดิมแล้ว</p>
<p>จึงขอ  <em>ถาม 2</em> ทำไมรัฐบาลไม่เจรจาปรับลดค่าการตลาดจาก 4.9221 บาทลงไปอีก</p>
<p>หมกเม็ด  หรือว่าหลงลืม หรือไม่รอบคอบ</p>
<p>อย่าให้คนเขานินทากันนะว่าเริ่มปุ๊ป  ก็ลุยปั๊ป  หรือกล่าวหาว่าทำงานแบบมือสมัครเล่นคิดไม่ครบ เชียวนะ  ขอบอก</p>
<p>พวกเราช่วยกันถามรัฐบาลหน่อยจะดีไหม</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กองทุนมั่งคั่ง ( 2 ) – At the crossroad</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-2-at-the-crossroad/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-2-at-the-crossroad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2011 06:46:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2144</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวานแตะไปนิดว่าเงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศของเรามูลค่ากว่า $180,000 ล้านนั้น ไม่ได้มาจากการค้าการขายที่เป็นกำไรทั้งหมด มีส่วนอื่นปะปนอยู่ วันนี้จะบอกว่ามีอะไรบ้าง ใครที่คิดว่าเรารวยจังคงจะใจฝ่อลงไปบ้างเล็กน้อยครับ นักลงทุนต่างชาติที่นำเงินมาเล่นหุ้น นำเงินมาซื้อพันธบัตร นำเงินมาให้รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจภาคเอกชนกู้ ต้องนำเงินสกุลของเขามาแลกเป็นเงินบาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาหรือบางครั้งก่อนกำหนดด้วยซ้ำ เขาอาจต้องการถอนเงินกลับ เมื่อถึงเวลานั้นธปท.ต้องใช้เงินสำรองนี้แลกคืน เงินตราต่างประเทศส่วนนี้ไม่ใช่กำไรของเรา ทุกครั้งที่ค่าของเงินบาทแข็งเกินไป ธปท.จะสร้างดีมานด์เทียม นำเงินบาท (พิมพ์เองก็มี) มาซื้อเงินดอลล่าห์ เป็นการแทรกแซงเพื่อบริหารค่าเงิน เงินดอลล่าห์ส่วนนี้ก็ไม่ใช่เงินกำไรของเราเพราะท้ายที่สุดเมื่อจังหวะเหมาะสม ธปท.ก็ต้องแลกเงินส่วนนี้ ( unwind ) กลับสู่สภาพเดิม ตัวเลขที่เรียกว่า forward เป็นตัวเลขที่เปิดเผยเพื่อบอกถึงสถานะของการใช้เงินแทรกแซง ว่าธปท.ใช้เงินแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไปแล้วเป็นจำนวนเท่าไหร่ มูลค่า forward ณ.เดือนกรกฎาคม 2554 อยู่ที่ $26,417 ล้าน ( สูงมากถึงกว่า 7 แสนล้านบาท ) ยังไม่นับทองคำที่มีเก็บสะสมไว้ มูลค่า ณ.เดือนกรกฎาคม 2554 อยู่ที่ $6,663.88 ล้าน ( ประมาณ 200,000 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<p>เมื่อวานแตะไปนิดว่าเงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศของเรามูลค่ากว่า $180,000 ล้านนั้น ไม่ได้มาจากการค้าการขายที่เป็นกำไรทั้งหมด มีส่วนอื่นปะปนอยู่ วันนี้จะบอกว่ามีอะไรบ้าง ใครที่คิดว่าเรารวยจังคงจะใจฝ่อลงไปบ้างเล็กน้อยครับ</p>
<p>นักลงทุนต่างชาติที่นำเงินมาเล่นหุ้น นำเงินมาซื้อพันธบัตร นำเงินมาให้รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจภาคเอกชนกู้ ต้องนำเงินสกุลของเขามาแลกเป็นเงินบาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาหรือบางครั้งก่อนกำหนดด้วยซ้ำ เขาอาจต้องการถอนเงินกลับ เมื่อถึงเวลานั้นธปท.ต้องใช้เงินสำรองนี้แลกคืน เงินตราต่างประเทศส่วนนี้ไม่ใช่กำไรของเรา<span id="more-2144"></span></p>
<p>ทุกครั้งที่ค่าของเงินบาทแข็งเกินไป ธปท.จะสร้างดีมานด์เทียม นำเงินบาท (พิมพ์เองก็มี) มาซื้อเงินดอลล่าห์ เป็นการแทรกแซงเพื่อบริหารค่าเงิน เงินดอลล่าห์ส่วนนี้ก็ไม่ใช่เงินกำไรของเราเพราะท้ายที่สุดเมื่อจังหวะเหมาะสม ธปท.ก็ต้องแลกเงินส่วนนี้ ( unwind ) กลับสู่สภาพเดิม ตัวเลขที่เรียกว่า forward เป็นตัวเลขที่เปิดเผยเพื่อบอกถึงสถานะของการใช้เงินแทรกแซง ว่าธปท.ใช้เงินแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไปแล้วเป็นจำนวนเท่าไหร่ มูลค่า forward ณ.เดือนกรกฎาคม 2554 อยู่ที่ $26,417 ล้าน ( สูงมากถึงกว่า 7 แสนล้านบาท )</p>
<p>ยังไม่นับทองคำที่มีเก็บสะสมไว้ มูลค่า ณ.เดือนกรกฎาคม 2554 อยู่ที่ $6,663.88 ล้าน ( ประมาณ 200,000 ล้านบาท )</p>
<p>เมื่อหักลบกลบหนี้กันแล้ว เราอาจมีเงินสำรองเพียง $100,000 ล้าน ไม่ใช่ $180,000 ล้าน อย่างที่เข้าใจก็เป็นได้ คณะกรรมการและผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีตัวเลขที่แม่นกว่าผมมาก</p>
<p>แต่ถึงแม้ว่าเงินสำรองบางส่วนเป็นเงินกำไรจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปถลุงอย่างไรก็ได้ เพราะมีกฎ มีระเบียบ มีแนวปฎิบัติที่ต้องทำตาม เช่น ต้องมีเงินสำรองเตรียมไว้สำหรับการนำเข้าสินค้าอย่างน้อย 6 เดือนของมูลค่าสินค้านำเข้า เงินส่วนนี้แตะไม่ได้ และยังต้องมีเงินสำรองมากพอที่จะใช้ในการดูแลค่าเงินบาทของเราอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรแตะอีกเช่นกัน</p>
<p>อ่านถึงตอนนี้คงจะเข้าใจกันแล้วนะครับว่าเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศนั้ัน <em><strong>ส่วนหนึ่งมีภาระผูกผัน</strong></em> นำไปใช้ลงทุนในรูปแบบตามใจนึกไม่ได้ คำถามวันนี้คือจะนำไปลงทุนแบบไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ใครรับผิดชอบ และแน่นอนคือเพื่อประโยชน์ของใคร</p>
<p>ก่อนที่จะมองหาคำตอบ อาจต้องสำรวจเศรษฐกิจโลก และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเสียก่อน</p>
<p>สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาที่ยังไม่มีทางออกติดต่อมาตั้งแต่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2551 คนอเมริกันจำนวนกว่าร้อยละ 9 ไม่มีงานทำ ไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว หนี้ของประเทศฯอาการยิ่งหนัก อยู่ในระดับสูงมาก สูงเกินกว่าที่จะชำระคืนเจ้าหนี้ได้</p>
<p>อี ยู กำลังปวดหัวกับปัญหาหนี้ที่รัฐบาลประเทศสมาชิกก่อไว้และมีแนวโน้มว่าจะไม่มีปัญญาชำระหนี้ให้ครบได้ ปัญหานี้เริ่มลุกลามแพร่เชื้อไปอีกหลายประเทศ</p>
<p>จีนแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้ผลกระทบจากวิกฤติของสหรัฐโดยการใช้เงินของตนเอง ลงทุนเพื่อสร้างงานในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานมากเกินไป ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก ซ้ำเติมด้วยรายได้จากการส่งออกที่ลดน้อยลง (ดัชนีตัววัดคำสั่งซื้อสินค้าลดลงจาก 50.4 เป็น 48.3 ช่วงเดือนกรกฎาคม ตัวเลขใกล้เคียงกับเมื่อเดือนเมษายนปี 2009)</p>
<p>จะลงทุนแบบไหน อย่างไร เมื่อไหร่ จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญมากๆ</p>
<p>ถามง่ายๆ ก่อนว่าสภาพปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นอย่างนี้แล้ว ยังคิดจะนำเงินสำรองที่มีไม่มากนักไปลงทุนให้เสี่ยงโดยไม่จำเป็นด้วยหรือ ก็คงถกเถียงกันไป ส่วนใหญ่ก็คงจะมองกันคนละมุม แต่ก่อนจะตอบว่าจะตั้งกองทุนหรือไม่ตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องตอบเจ้าของเงินก่อนว่าทำไมถึงรีบร้อนถึงขนาดนี้</p>
<p>ไม่มีความเร่งด่วนใดๆ ที่รัฐบาลฯ ที่รัฐมนตรีฯจะไปวุ่นวายกับงานของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศ จังหวะเวลาและความเหมาะสมไม่มีด้วยประการทั้งปวง อาจใช้คำพูดของเพื่อนเฟชบุ๊คเจ้าของเงินท่านหนึ่งที่ส่งข้อความมาว่า&#8230;&#8221;<em>เงินเก็บไว้ในคลังมันจะบูดหรือคะถึงต้องนำมาถลุงเล่น&#8221;</em>&#8230;</p>
<p>ผมจึงกล้าฟันธงได้เลยว่าประชาชนเจ้าของเงินส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้ท่านรัฐมนตรีฯเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งโดยเร็วอย่างแน่นอน เพราะอะไรครับ ตอบง่ายๆว่า ประชาชนเขายังมองไม่ออกว่าเขาจะได้อะไรจากงานเร่งด่วนชิ้นนี้</p>
<p>วันนี้ประชาชนเขาเดือดร้อนหลายเรื่อง เขากังวลว่ากระทรวงการคลังเก็บเงินภาษีจากเขาไปแล้ว จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือเปล่า ระบบภาษีจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือไม่ คลังเร่งหาแหล่งเงินเพื่อนำมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมได้มากน้อยแค่ไหน ปัญหาพื้นฐานง่ายๆอย่างนี้ที่เจ้ากระทรวง ไม่ว่าจะเป็นใคร ถือเป็นหน้าที่หลักที่ต้องดูแลรับผิดชอบ</p>
<p>ความจริงแล้วงานของกระทรวงการคลังในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรม การป้องกันการทุจริตในการใช้เงินภาษีของหน่วยงาน ปัญหาประสิทธิภาพการบริหารของรัฐวิสาหกิจที่ยังแก้กันไม่ได้เสียที แค่สามเรื่องเหนาะๆนี่รัฐมนตรีฯก็เหนื่อยตัวเป็นเกลียวแล้ว</p>
<p>คำตอบชัดครับว่า 1 ) ไม่ต้องร้อนรน ไม่ใช่เรื่องด่วน</p>
<p>และ 2 ) ตั้งกองทุนหรือไม่ตั้ง ปล่อยให้เป็นงานของธปท.ที่เป็นผู้ดูแล เป็นงานที่เขารับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมาย</p>
<p>เขียนถึงตรงนี้แล้วปรากฎว่ายังมีท่านผู้อ่านที่เชื่อว่าการตั้งกองทุนเป็นประโยชน์ เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีเงินสำรองมากเกินความจำเป็น ผมก็จะบอกว่า ไม่ต้องตั้งกองทุนก็ยังทำให้เกิดประโยชน์ได้และประชาชนคนไทยได้ประโยชน์โดยตรงอีกด้วย</p>
<p>คงต้องเก็บไว้อ่านตอนสุดท้ายกลางสัปดาห์ครับ</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-2-at-the-crossroad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กองทุนมั่งคั่ง (1)-At the beginning</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-1-at-the-beginning/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-1-at-the-beginning/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2011 06:45:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2148</guid>
		<description><![CDATA[ที่จะคุยให้ฟังสัปดาห์นี้เนื้อเรื่องจะหนักไปนิด  อาจต้องอ่านหลายครั้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจ  แต่น่าจะเป็นประโยชน์ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าของเงิน เป็นเจ้าของประเทศ ประเทศไทยของท่านทำมาค้าขายกับนานาประเทศทั่วโลก    การค้าการขายทำให้เกิดทั้งรายได้และรายจ่าย รายได้อาจเกิดจากการส่งออกสินค้า จากการท่องเที่ยว  รายจ่ายหลักน่าจะเป็นน้ำมัน หรือวัตถุดิบป้อนโรงงาน หรือสินค้าทั่วไป กระเป๋าถือใบแพงๆ รถเก๋งคันงามๆ การชำระค่าสินค้าหรือบริการต้องพึ่งเงินสกุลหลักของโลก วันนี้ยังเป็นดอลล่าห์สหรัฐอยู่   ธนาคารชาติของเราเป็นตัวกลางที่ดูแลธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ   ต่างชาตินำเงินสกุลบ้านเขามาแลกเป็นเงินบาทเพื่อซื้อสินค้าไทย  คนไทยจะไปเที่ยวเมืองนอกก็นำเงินบาทไปแลกเป็นเงินสกุลประเทศเป้าหมายเพื่อไปจับจ่ายใช้สอย   ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราผ่านสถาบันการเงินทั่วไป   แต่ท้ายสุดมาลงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ถ้าประเทศนี้ค้าขายแล้วผลปรากฎว่ามีเงินเข้ามากกว่าเงินออก  ถือว่าเป็นกำไร  ประเทศมั่งคั่ง  เงินที่เรียกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศที่เป็นเงินตราต่างประเทศก็จะมีมาก  และในทางกลับกันถ้าประเทศค้าขายขาดทุน เงินส่วนนี้ก็จะมีน้อยลง  หรือเกลี้ยงกระเป๋า หมายความว่าประเทศเดือดร้อน  เศรษฐกิจไปไม่รอด  ล่มสลาย    ผู้บริหารประเทศต้องวิ่งเข้าหา ไอเอ็มเอฟ ขอกู้เงินไว้มาสำรองเพื่อให้ประเทศคู่ค้ามั่นใจได้ว่าเราจะมีเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการ พอได้ยินคำว่าไอเอ็มเอฟ  ท่านผู้อ่านคงจะขนหัวลุก   จำเหตุการณ์วิกฤติต้มยำกุ้งกันได้ว่าคนไทยลำบากกันแค่ไหน รัฐบาลในขณะนั้นบริหารประเทศผิดพลาด    ใช้เงินสำรองที่เรามีสะสมไว้จากการค้าขายกำไรมาหลายสิบปีจนหมดหน้าตัก   ประเทศไทยต้องวิ่งเข้าหา ไอเอ็มเอฟ เป็นครั้งแรก เป็นบทเรียนที่แสนแพงจากการมีรัฐบาลที่ไม่เอาอ่าว ไร้ฝีมือ ขาดความรับผิดชอบในสมัยนั้น หลังจากบทเรียนที่ขมขื่น ประเทศเริ่มกลับมายืนได้อีกครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>ที่จะคุยให้ฟังสัปดาห์นี้เนื้อเรื่องจะหนักไปนิด  อาจต้องอ่านหลายครั้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจ  แต่น่าจะเป็นประโยชน์ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าของเงิน เป็นเจ้าของประเทศ</p>
<p>ประเทศไทยของท่านทำมาค้าขายกับนานาประเทศทั่วโลก    การค้าการขายทำให้เกิดทั้งรายได้และรายจ่าย รายได้อาจเกิดจากการส่งออกสินค้า จากการท่องเที่ยว  รายจ่ายหลักน่าจะเป็นน้ำมัน หรือวัตถุดิบป้อนโรงงาน หรือสินค้าทั่วไป กระเป๋าถือใบแพงๆ รถเก๋งคันงามๆ<span id="more-2148"></span></p>
<p>การชำระค่าสินค้าหรือบริการต้องพึ่งเงินสกุลหลักของโลก วันนี้ยังเป็นดอลล่าห์สหรัฐอยู่   ธนาคารชาติของเราเป็นตัวกลางที่ดูแลธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ   ต่างชาตินำเงินสกุลบ้านเขามาแลกเป็นเงินบาทเพื่อซื้อสินค้าไทย  คนไทยจะไปเที่ยวเมืองนอกก็นำเงินบาทไปแลกเป็นเงินสกุลประเทศเป้าหมายเพื่อไปจับจ่ายใช้สอย   ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราผ่านสถาบันการเงินทั่วไป   แต่ท้ายสุดมาลงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ</p>
<p>ถ้าประเทศนี้ค้าขายแล้วผลปรากฎว่ามีเงินเข้ามากกว่าเงินออก  ถือว่าเป็นกำไร  ประเทศมั่งคั่ง  เงินที่เรียกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศที่เป็นเงินตราต่างประเทศก็จะมีมาก  และในทางกลับกันถ้าประเทศค้าขายขาดทุน เงินส่วนนี้ก็จะมีน้อยลง  หรือเกลี้ยงกระเป๋า หมายความว่าประเทศเดือดร้อน  เศรษฐกิจไปไม่รอด  ล่มสลาย    ผู้บริหารประเทศต้องวิ่งเข้าหา ไอเอ็มเอฟ ขอกู้เงินไว้มาสำรองเพื่อให้ประเทศคู่ค้ามั่นใจได้ว่าเราจะมีเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการ</p>
<p>พอได้ยินคำว่าไอเอ็มเอฟ  ท่านผู้อ่านคงจะขนหัวลุก   จำเหตุการณ์วิกฤติต้มยำกุ้งกันได้ว่าคนไทยลำบากกันแค่ไหน รัฐบาลในขณะนั้นบริหารประเทศผิดพลาด    ใช้เงินสำรองที่เรามีสะสมไว้จากการค้าขายกำไรมาหลายสิบปีจนหมดหน้าตัก   ประเทศไทยต้องวิ่งเข้าหา ไอเอ็มเอฟ เป็นครั้งแรก เป็นบทเรียนที่แสนแพงจากการมีรัฐบาลที่ไม่เอาอ่าว ไร้ฝีมือ ขาดความรับผิดชอบในสมัยนั้น</p>
<p>หลังจากบทเรียนที่ขมขื่น ประเทศเริ่มกลับมายืนได้อีกครั้ง   หลายปีที่ผ่านมาประเทศนี้ค้าขายมีกำไร  ทำให้เงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศอยู่ในระดับที่สูง  สูงเป็นประวัติการณ์ครับ   วันที่คุณอภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ( กรกฎาคม 2554 )   เงินสำรองระหว่างประเทศมีสูงถึง 187,638.66 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ เทียบกับวันที่รับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2551 ตัวเลขเงินสำรองอยู่ที่ 111,008.02 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ  เพิ่มขึ้นเกือบ 80 % ภายในเวลาสั้นๆเพียงสองปีเศษ</p>
<p>(อยากเห็นภาพว่าฐานะประเทศดีขึ้นมากแค่ไหน   อาจเปรียบกับตัวเลขก่อนวิกฤติก็ได้    ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2539 มีเงินสำรองประมาณ 38,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐเท่านั้น)</p>
<p>ความจริงเงินสำรองของประเทศที่สูงมากในครั้งนี้ไม่ได้มาจากการค้าขายที่มีกำไรเพียงอย่างเดียว  แต่มีตัวเลขที่เกิดจากการแทรกแซงค่าเงินของธนาคารชาติแฝงอยู่ด้วย      เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารชาติบางท่านเท่านั้นที่รู้ตัวเลขจริงว่าเราใช้เงินในการแทรกแซง (เพื่อรักษาระดับค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนหรือแข็งเกินไป) ไปแล้วเป็นจำนวนเท่าไหร่กันแน่</p>
<p>อ่านมาถึงตอนนี้ชักจะงงแล้วใช่ไหมครับ   ถ้าจะให้เข้าใจลึกซี้งต้องอธิบายต่อว่า การแทรกแซงเงินเพื่อบริหารค่าเงินบาทเขาทำกันอย่างไร ทำไมไปเกี่ยวกับเงินกำไรของเราด้วย    ผมว่าต้องขอไว้ก่อน จะไม่คุยต่อว่าเขาแทรกแซงกันแบบไหน อย่างไร  จะมีคำว่า forward  spot swap มาวุ่นวายในคำอธิบาย   เชื่อว่าท่านผู้อ่านไม่ต้องการทราบข้อมูลลึกไปถึงว่าเขาทำกันอย่างไร  อาชีพใครอาชีพมัน ปล่อยให้คนของธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่ไปดีกว่า  เอาเป็นแต่เพียงว่า เงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศไม่ใช่เงินที่ได้จากการค้าขายมีกำไรทั้งหมดก็แล้วกัน</p>
<p>เข้าประเด็นเสียทีครับ</p>
<p>มนุษย์เรานี่แปลกดีครับ  ไม่มีเงินก็มีทุกข์ แต่พอเวลามีเงินมากก็หาความทุกข์ใส่ตัวอีกเหมือนเดิม   รัฐบาลหลายรัฐบาลแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองเริ่มปิ๊งไอเดียว่าเราไม่ควรมีเงินเก็บไว้เฉยๆ  น่าจะเอาไปลงทุนให้งอกเงย ให้เกิดประโยชน์  มีการตำหนิธนาคารชาติเหมือนกันเช่น ตำหนิว่าเก็บเงินไว้เป็นสกุลดอลล่าห์ไม่ดีนะ   ค่าเงินมะกันตกลงทุกวันน่าจะเก็บเป็นเงินสกุลอื่นบ้าง ความเห็นว่าจะทำอย่างไรกับเงินก้อนนี้มีหลากหลายครับ</p>
<p>รัฐบาลน้องสาวพตท.ทักษิณไม่ได้ประกาศนโยบายการบริหารเงินสำรองในระหว่างการหาเสียง  เพราะเป็นเรื่องไกลตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พูดไปก็ไม่ทำให้ได้คะแนนเพิ่ม แต่เชื่อได้ว่าคนคิดนโยบายมองเงินก้อนนี้ตาเป็นมันอยู่ในใจมานานแล้ว  จึงเร่งกระทรวงการคลังให้ผลักดันการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งขึ้นมาทันทีเมื่อรัฐมนตรีคลังเข้ารับหน้าที่</p>
<p>แนวว่าจะนำเงินบางส่วนไปลงทุนด้านพลังงาน  ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในเอเซีย อะไรทำนองนี้  คุณกรณ์อดีตรัฐมนตรีคลังกังวลว่าการเมืองจะเข้าไปวุ่นวายหาผลประโยชน์  จึงออกมาแสดงความเห็นว่าถ้าจะตั้งกองทุนก็ควรให้ปล่อยเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทยจะเหมาะสมกว่า นักการเมืองต้องอยู่ห่างๆ</p>
<p>มองรอบๆตัวเราก็จะเห็นว่าประเทศอื่นๆเขาก็มีการลงทุนลักษณะนี้เช่นกัน   ขนาดของกองทุนกับที่มาของกองทุนแตกต่างกันไป    ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประเทศที่มีรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก เป็นรายได้จากการส่งออกน้ำมันเช่นประเทศนอร์เวย์ ยูเออี และซาอุดิอาระเบีย แต่ก็มีประเทศที่มีเงินสำรองมากที่มีรายได้จากการส่งออกสินค้าทั่วไปเหมือนกัน เช่นประเทศจีน</p>
<p>ผมนำตัวเลขประเทศที่ตั้งกองทุนใหญ่สุดของบางประเทศมาให้ดูด้านล่างครับ   (เงินกองทุนของจีนขนาดใหญ่กว่าเงินสำรองของไทย 7 เท่า)</p>
<p>ลำดับประเทศกองทุนสูงสุด               ขนาดกองทุน              ที่มาของกองทุน</p>
<p><strong>1</strong> China                                  $827.0 พันล้าน        Non-commodity</p>
<p><strong>2</strong> United Arab Emirates          $709.3 พันล้าน                 Oil</p>
<p><strong>3</strong> Norway                               $556.8 พันล้าน                 Oil</p>
<p><strong>4 </strong> Saudi Arabia                       $444.4 พันล้าน                 Oil</p>
<p><strong>35 </strong>Indonesia                               $0.3 พันล้าน         Non- commodity</p>
<p>เงินสำรองของเรามีประมาณ $187.0 พันล้าน  ถ้านำไปลงทั้งหมด ก็คงได้อยู่อันดับต้นๆ  ถ้านำ 10% ไปลงทุนคือ $18.7  จะอยู่ในระดับใกล้เคียงอันดับที่ 23 แคนาดาที่ $14.4 พันล้าน</p>
<p>( ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_sovereign_wealth_funds )</p>
<p>คำถามต่อไปคือเราควรจะเดินหน้าต่ออย่างไร  เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกยาวครับ  ขอเล่าให้ฟังต่อในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน</p>
<p>แต่มีการบ้านที่ขอฝากให้ช่วยขบคิดคือ  เงินนี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกท่าน   ท่านจะบอกรัฐบาลว่าอย่างไรครับ</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-1-at-the-beginning/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กองทุนมั่งคั่ง ( จบ ) –  The solution</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%9a-%e2%80%93-the-solution/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%9a-%e2%80%93-the-solution/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2011 06:35:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2139</guid>
		<description><![CDATA[พตท.ทักษิณคิด รัฐบาลทำ  ว่าแล้วรัฐมนตรีคลังก็เดินหน้าเพื่อจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งทันที  ประชุมร่วมกับธปท.ครั้งแรก รมว.คลังสั่งการให้ธปท.ศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนแล้วรายงานผลภายใน 1 เดือน   สองวันผ่านไปผู้ว่าการธปท.ให้สัมภาษณ์ว่าไม่อยากขัดใจคลัง จะทำให้แล้วเสร็จแล้วนำเสนอตามกำหนดเวลา &#8220;การตั้งกองทุนจะยืมเงินสำรองเงินตราต่างประเทศของ ธปท. ส่วนหนึ่งมาทำเป็นบัญชีย่อยลงทุนหาผลประโยชน์  หากกำไรก็ตกเป็นของรัฐบาล และหากขาดทุนก็ต้องตั้งเงินงบประมาณแผ่นดินมาชดใช้ความเสียหาย&#8221; นายธีระชัย รมว.คลังกล่าว แปลว่าถ้าลงทุนแล้วมีกำไร รัฐบาลจะเอาไป  ถ้าขาดทุนก็จะเอาเงินภาษีของพวกเราไปใช้หนี้แทน (คิดได้ไงไม่รู้.. งง!) ถามต่อว่าจะไปลงทุนที่ไหน  ก็จะได้คำตอบว่ารัฐบาลจะนำเงินของกองทุนไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเซีย   คงไม่ได้หมายถึงประเทศจีน ญี่ป่น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย หรือสิงคโปร์   เพราะประเทศเหล่านี้เชื่อว่าไม่ต้องพึ่งเงินกองทุนของเรา       ผมว่ารัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว  ไม่น่าพลาดถ้าจะเดาว่าคงจะลงทุนโครงการในประเทศ เขมร พม่า ลาว เวียตนาม อินโดนิเซีย ทำนองนี้แหละ ท่านผู้อ่านว่าผมเดาถูกไหม  ถูกหรือผิดอีกไม่นานความจริงจะปรากฎ ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งกองทุนมั่งคั่ง   ผมไม่เห็นด้วยที่จะนำเงินสำรองของประเทศไปลงทุนในประเทศแถบเอเซียหรือลงทุนที่ไหนก็แล้วแต่ ผมฟันธงไปแล้วด้วยซ้ำว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย    ประชาชนมองไม่ออกว่าตัวเขาเองหรือแม้แต่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร  แม้จะคิดในทางบวก ประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงของการลงทุน  จะคุ้มสุดคุ้มก็ต่อเมื่อท่านเป็นประชาชนคนไทยระดับพิเศษที่มีเอี่ยวในโครงการเหล่านี้ เท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>พตท.ทักษิณคิด รัฐบาลทำ  ว่าแล้วรัฐมนตรีคลังก็เดินหน้าเพื่อจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งทันที  ประชุมร่วมกับธปท.ครั้งแรก รมว.คลังสั่งการให้ธปท.ศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนแล้วรายงานผลภายใน 1 เดือน   สองวันผ่านไปผู้ว่าการธปท.ให้สัมภาษณ์ว่าไม่อยากขัดใจคลัง จะทำให้แล้วเสร็จแล้วนำเสนอตามกำหนดเวลา</p>
<p><em>&#8220;การตั้งกองทุนจะยืมเงินสำรองเงินตราต่างประเทศของ ธปท. ส่วนหนึ่งมาทำเป็นบัญชีย่อยลงทุนหาผลประโยชน์  หากกำไรก็ตกเป็นของรัฐบาล และหากขาดทุนก็ต้องตั้งเงินงบประมาณแผ่นดินมาชดใช้ความเสียหาย&#8221; นายธีระชัย รมว.คลังกล่าว<span id="more-2139"></span><br />
</em></p>
<p>แปลว่าถ้าลงทุนแล้วมีกำไร รัฐบาลจะเอาไป  ถ้าขาดทุนก็จะเอาเงินภาษีของพวกเราไปใช้หนี้แทน (คิดได้ไงไม่รู้.. งง!)</p>
<p>ถามต่อว่าจะไปลงทุนที่ไหน  ก็จะได้คำตอบว่ารัฐบาลจะนำเงินของกองทุนไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเซีย   คงไม่ได้หมายถึงประเทศจีน ญี่ป่น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย หรือสิงคโปร์   เพราะประเทศเหล่านี้เชื่อว่าไม่ต้องพึ่งเงินกองทุนของเรา       ผมว่ารัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว  ไม่น่าพลาดถ้าจะเดาว่าคงจะลงทุนโครงการในประเทศ เขมร พม่า ลาว เวียตนาม อินโดนิเซีย ทำนองนี้แหละ</p>
<p>ท่านผู้อ่านว่าผมเดาถูกไหม  ถูกหรือผิดอีกไม่นานความจริงจะปรากฎ</p>
<p>ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งกองทุนมั่งคั่ง   ผมไม่เห็นด้วยที่จะนำเงินสำรองของประเทศไปลงทุนในประเทศแถบเอเซียหรือลงทุนที่ไหนก็แล้วแต่ ผมฟันธงไปแล้วด้วยซ้ำว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย    ประชาชนมองไม่ออกว่าตัวเขาเองหรือแม้แต่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร  แม้จะคิดในทางบวก ประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงของการลงทุน  <strong><em>จะคุ้มสุดคุ้มก็ต่อเมื่อท่านเป็นประชาชนคนไทยระดับพิเศษที่มีเอี่ยวในโครงการเหล่านี้ </em></strong>เท่านั้น</p>
<p>ท่านผู้อ่านลองพิจารณามุมมองนี้ดู</p>
<p>ทำไมคนที่รวยจริงถึงกล้าลงทุนและมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองมากกว่าคนที่รวยปลอม รวยจากเงินหมุน รวยจากเงินยืม   ตอบง่ายๆครับ เพราะสายป่าน (ของเศรษฐีตัวจริง) ยาวครับ  ทำงานพลาดแล้วขาดทุนก็ไม่กังวล ยังมีเงินก้นกระปุกเหลือมากพอที่จะเป็นเกราะป้องกัน  รอโอกาสฟื้นกลับใหม่ได้โดยไม่เดือดร้อน</p>
<p>ประเทศก็ไม่ต่างกันครับ  ประเทศที่มีรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำเช่น ซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอร์เวย์ ฯลฯ ร่ำรวย มีเงินกำไรมากเหลือเฟือ   ลงทุนพลาดอย่างไรก็ยังสู้ไหวเพราะทุนเงินสำรองที่นำมาใช้พอกพูนขึ้นทุกวันจากรายได้ในการส่งออกน้ำมัน</p>
<p>กองทุนมั่งคั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ย่อว่า ADIA  เสียหายจากการลงทุนยับเยินผลพวงจากวิกฤตการเงินของสหรัฐฯ   มูลค่าของกองทุนลดลงมาอยู่ที่ $342 billion  แต่ก็ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว เพียงแค่ตกอันดับจากเป็นกองทุนใหญ่สุดของโลกมาเป็นอันดับรอง วันนี้กองทุน ADIA โดนกองทุนจากประเทศนอร์เวย์แซงหน้ากลายเป็นกองทุนอันดับหนึ่งด้วยเงินกองทุนมูลค่า $560.5 billion ไปแล้ว</p>
<p>กองทุนมั่งคั่งของประเทศสิงค์โปร์ที่พวกเรารู้จักกันดีในนามเทมาเส็ก   ก็เสียหายจากการลงทุนในปี 2009 มูลค่ากองทุนหายไป $39.0 billion แต่วันนี้ก็สามารถกลับมายืนใหม่ได้อย่างดี</p>
<p>ประเทศเหล่านี้รวยจริง เข้มแข็งจริง สายป่านยาว   ตัดสินใจพลาด ลงทุนแล้วเสียหายก็ไม่ต้องวิ่งหาเงินจากภาษีที่เป็นหยาดเหงื่อของประชาชนเจ้าของประเทศไปใช้หนี้</p>
<p>สงสารความคิดของคนที่พูดออกมาว่า ถ้าขาดทุนก็จะนำเงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปใช้หนี้แทน สายป่านเราสั้นนิดเดียว  สภาพของเราในวันนี้อาจเปรียบได้ว่า &#8220;มีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว&#8221;</p>
<p>ความจริงมีทองเท่าหนวดกุ้ง  ถ้าบริหารเป็นก็สามารถนำประโยชน์มาให้กับประเทศ ให้กับคนไทยโดยส่วนรวมได้   โดยไม่ต้องมีนโยบายฟุ้งซ่าน คิดตั้งกองทุนมั่งคั่งให้เสียความรู้สึก</p>
<p>ข้อเสนอของผมมีอย่างนี้ครับ (ส่วนตัวนะครับ)</p>
<p>1. ชะลอการไหลเข้าของเงินกู้จากต่างประเทศ  โดยกำหนดเป็นนโยบายว่าจากนี้ไป  ภาคเอกชนหรือภาครัฐฯถ้าต้องการกู้เงินขอให้ลดหรือชะลอการกู้เงินจากต่างประเทศ  กระทรวงการคลังออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนใช้เงินกู้ในประเทศเป็นหลัก</p>
<p>2. ภาคเอกชน ภาคราชการ  ถ้าต้องใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อสั่งซื้อสินค้า เครื่องจักรกล  รัฐฯส่งเสริมให้ใช้เงินบาทในประเทศแล้วนำไปแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ (จากเงินสำรอง เท่าหนวดกุ้ง)   เป็นนโยบายที่เรียกว่าเป็นการ  &#8221;draw down&#8221; เงินสำรอง  หมายความว่าเป็นการนำเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศแลกเป็นเงินบาท เพื่อใช้ในการลงทุนโครงการในประเทศ   ประเทศไทยได้ประโยชน์  คนไทยได้ประโยชน์</p>
<p>3. นโยบายจูงใจในส่วนของภาคเอกชนตามข้อ 2)   ถ้าภาคเอกชนต้องการเงินกู้ รัฐฯมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (Exim Bank) เป็นพี่ใหญ่ ปล่อยกู้เพื่อการนำเข้า ดอกเบี้ยอัตราจูงใจ   ตรงนี้ต้องแก้กฎหมายให้ธปท.รับจ๊อบเพิ่ม คือให้ธปท.สามารถจัดหาเงินทุนปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำสุดให้ Exim Bank นำไปปล่อยกู้ต่อ    ผมว่าแก้กฎหมายตรงนี้ง่ายกว่าการเสนอร่างกฎหมายเพื่อตั้งกองทุนมั่งคั่งนะ</p>
<p>4. ถ้าตลาดเงินตึงตัวเพราะเงินบาทมีไม่เพียงพอ กู้กันมากเกินไป (เลิกกู้ต่างประเทศ)  มีทางแก้เพราะงานนี้ธปท.ถนัดอยู่แล้ว ช่วงที่พยุงค่าเงินบาท ธปท.ดูดซับเงินออกจากระบบโดยการออกพันธบัตร (เสียค่าดอกเบี้ยจนจะหมดเนื้อหมดตัวอยู่ทุกวันนี้)    ตรงนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสดีของธปท.ที่จะสามารถควบคุมปริมาณเงินได้เป็นอย่างดี  ช่วยให้นโยบายการเงินของธปท.ในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อมีประสิทธิภาพดีขึ้นไปอีก</p>
<p>หลักคิดข้อเสนอของผมตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า เราต้องชะลอการไหลเข้าของเงินไม่ให้มากจนเกิดปัญหา   ค่าเงินบาทก็จะไม่แข็งเกินจริง ธปท.ไม่ต้องเสียเวลาไปกับมาตรการแทรกแซง เสียค่าใช้จ่ายมาก   แถมต้องมากังวลว่า เงินสำรองที่มากขึ้นจะบริหารไม่ให้ขาดทุนได้อย่างไร</p>
<p>ขณะที่กำลังนั่งจิ้มคีย์บอร์ด Mac Air ตัวโปรด  ได้ข่าวว่ารมว.คลังเปลี่ยนใจ ไม่ร้อนรนที่จะจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแล้ว</p>
<p>โล่งอกไปหนึ่งเรื่อง   สัปดาห์หน้าเห็นทีต้องคุยให้ฟังเรื่องโครงการรับจำนำข้าว   ข่าวเช้านี้ว่ารองนรม.หัวหน้าทีมเศรษฐกิจหงุดหงิดที่ถูกตั้งฉายาว่า&#8221;ดีแต่โม้&#8221;   เข้าใจว่าจะลุยโครงการรับจำนำอย่างแน่นอนในเร็ววันนี้   อยากหาว่าโม้เลยต้องทำให้เกิดได้จริง</p>
<p>หวังว่าสิ่งที่คุยมาทั้งหมด 3 ตอนด้วยกัน    น่าจะทำให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องของเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศ     สมบัติเท่าหนวดกุ้งของพวกเรา  ได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/09/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%9a-%e2%80%93-the-solution/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Three Hundred</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/08/three-hundred/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/08/three-hundred/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Aug 2011 05:14:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2110</guid>
		<description><![CDATA[ประสบกับตัวเองครั้งแรกเมื่อปี 1968 เป็นช่วงซัมเมอร์ ว่างจากเรียนจึงคิดหางานทำ นายจ้างบอกว่าผมไม่มีประสบการณ์  จ้างได้ แต่ได้ค่าจ้างแค่ขั้นต่ำ  นายจ้างจ่ายผม  $ 2.50 ต่อ ช.ม. กำลังอยู่ในวัยเรียน มีงานหารายได้พิเศษ  เท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยงครับ กว่า ๔๐ ปีแล้ว ตรวจสอบแล้ววันนี้ค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐน่าจะอยู่ประมาณ $ 8.00 &#8211;  $ 9.00 ต่อ ช.ม. ดังนั้นต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนเลยว่า อัตราค่าแรงขั้นต่ำหมายถึงค่าจ้างแรงงานที่ไม่มีทักษะฝีมือใดๆทั้งสิ้น  ถ้านักการเมืองบอกว่ากำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ ๓๐๐ บาทต่อวัน แต่มีข้อแม้ว่าต้องผ่านการอบรม  แสดงว่าเขาไม่เข้าใจหรือแกล้งโง่เท่านั้นเอง เพราะเมื่อเพิ่มทักษะฝีมือให้ลูกจ้างแล้ว   ลูกจ้างควรที่จะได้ค่าแรงในอัตราตามความสามารถ  ไม่ใช่ได้ค่าจ้างในอัตราเพียงขั้นต่ำ บ้านเราคิดค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายวันครับ  หลายประเทศเขาใช้ฐานคิดค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงเช่นที่สหรัฐอเมริกา  เพราะมีแรงงานที่เป็นนักเรียน  นิสิต นักศึกษา แม่บ้าน ที่ไม่พร้อมทำงานเต็มเวลาแต่ต้องการทำงานเป็นรายชั่วโมงเป็นจำนวนมาก  หลักคิดของการคำนวนค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายวันและไม่ยืดหยุ่นแบบของเราทำให้ตลาดแรงงานแคบลง  นายจ้างอาจต้องการว่าจ้างเป็นรายชั่วโมงได้แต่ก็จะมีอุปสรรคมาก   คุณอภิสิทธิ์มอบให้กระทรวงแรงงานไปดำเนินการปรับปรุงมาตรการในเรื่องนี้แล้ว   แต่ก็ไม่ได้ดังใจเพราะหน่วยงานราชการจะใช้เวลานานกว่าจะได้ข้อยุติ ผมมาเจอเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้งตอนที่ผมพักงานทางการเมือง (ช่วงปฏิวัติ รสช.)   เข้าอบรมผู้บริหารระดับสูงที่มหาวิทยาลัย Stanford   นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประสบกับตัวเองครั้งแรกเมื่อปี 1968 เป็นช่วงซัมเมอร์ ว่างจากเรียนจึงคิดหางานทำ นายจ้างบอกว่าผมไม่มีประสบการณ์  จ้างได้ แต่ได้ค่าจ้างแค่ขั้นต่ำ  นายจ้างจ่ายผม  $ 2.50 ต่อ ช.ม. กำลังอยู่ในวัยเรียน มีงานหารายได้พิเศษ  เท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยงครับ กว่า ๔๐ ปีแล้ว ตรวจสอบแล้ววันนี้ค่าแรงขั้นต่ำของสหรัฐน่าจะอยู่ประมาณ $ 8.00 &#8211;  $ 9.00 ต่อ ช.ม.<span id="more-2110"></span></p>
<p>ดังนั้นต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนเลยว่า อัตราค่าแรงขั้นต่ำหมายถึงค่าจ้างแรงงานที่ไม่มีทักษะฝีมือใดๆทั้งสิ้น  ถ้านักการเมืองบอกว่ากำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ ๓๐๐ บาทต่อวัน แต่มีข้อแม้ว่าต้องผ่านการอบรม  แสดงว่าเขาไม่เข้าใจหรือแกล้งโง่เท่านั้นเอง เพราะเมื่อเพิ่มทักษะฝีมือให้ลูกจ้างแล้ว   ลูกจ้างควรที่จะได้ค่าแรงในอัตราตามความสามารถ  ไม่ใช่ได้ค่าจ้างในอัตราเพียงขั้นต่ำ</p>
<p>บ้านเราคิดค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายวันครับ  หลายประเทศเขาใช้ฐานคิดค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงเช่นที่สหรัฐอเมริกา  เพราะมีแรงงานที่เป็นนักเรียน  นิสิต นักศึกษา แม่บ้าน ที่ไม่พร้อมทำงานเต็มเวลาแต่ต้องการทำงานเป็นรายชั่วโมงเป็นจำนวนมาก  หลักคิดของการคำนวนค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายวันและไม่ยืดหยุ่นแบบของเราทำให้ตลาดแรงงานแคบลง  นายจ้างอาจต้องการว่าจ้างเป็นรายชั่วโมงได้แต่ก็จะมีอุปสรรคมาก   คุณอภิสิทธิ์มอบให้กระทรวงแรงงานไปดำเนินการปรับปรุงมาตรการในเรื่องนี้แล้ว   แต่ก็ไม่ได้ดังใจเพราะหน่วยงานราชการจะใช้เวลานานกว่าจะได้ข้อยุติ</p>
<p>ผมมาเจอเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้งตอนที่ผมพักงานทางการเมือง (ช่วงปฏิวัติ รสช.)   เข้าอบรมผู้บริหารระดับสูงที่มหาวิทยาลัย Stanford   นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง lecture เรื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ   ท่านผู้รู้กล่าวว่ารัฐฯไม่ควรกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเสียด้วยซ้ำ เพราะทำให้คนตกงานเนื่องจากนายจ้างต้องจ้างคนงานในอัตราค่าแรงที่สูงเกินไป  ทำให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจสูง ประเด็นนี้ถกเถียงกันจนหมดเวลา lecture ก็หาข้อสรุปไม่ได้</p>
<p>ลองคิดแนวนี้ดูบ้างครับ   การดำเนินธุรกิจค้าขายเป็นของภาคเอกชน   จะกำไรหรือขาดทุน  ภาระภาษีของเขานั้นมีอยู่แล้ว ถามว่ารัฐฯใช้อำนาจจากไหนที่จะมากำหนดว่าภาคเอกชนต้องจ้างคนงานในอัตราค่าจ้างเท่าไหร่   อย่างไร   ไม่ใช่เป็นเรื่องสมยอมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ใช่หรือ</p>
<p><em>In 1912, </em><em>Massachusetts</em><em> organized a commission to recommend non-compulsory minimum wages for women and children. Within eight years, at least thirteen </em><em>U.S. states</em><em> and the</em><em>District of Columbia</em><em> would pass </em><em>minimum wage laws</em><em>.1</em><em>&#8220;</em><em>[2]</em><em> The </em><em>Lochner era</em><em> </em><strong><em>United States Supreme Court</em></strong><em><strong> consistently invalidated compulsory minimum wage laws. Such laws, said the court, were unconstitutional for interfering with the ability of employers to freely negotiate appropriate wage contracts with employees.</strong>2</em><em>&#8220;</em><em>[3]</em></p>
<p><em>The first attempt at establishing a national minimum wage came in 1933, when a $0.25 per hour standard was set as part of the </em><em>National Industrial Recovery Act</em><em>. However, in the 1935 court case </em><em>Schechter Poultry Corp. v. United States</em><em> (295 U.S. 495), <strong>the </strong></em><strong><em>United States Supreme Court</em></strong><em><strong> declared the act unconstitutional, and the minimum wage was abolished. </strong>( Wikipedia )</em></p>
<p><em> </em></p>
<p>ผมนำข้อมูลของกระบวนการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นกฎหมายในสหรัฐจาก wikipedia  มาเป็นข้อมูลประกอบ จะเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามหลายครั้งกว่าจะออกกฎหมายกำหนดค่าแรงขั้นต่ำได้  เพราะตอนเริ่มใหม่ๆก็ถูกศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  รัฐฯจะแทรกแซงกิจการของภาคเอกชนไม่ได้</p>
<p>บ้านเราทำเรื่องค่าแรงขั้นต่ำโดยใช้รูปแบบของคณะกรรมการ  เป็นคณะกรรมการสามฝ่าย ให้ผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสียคือ รัฐบาล ตัวแทนนายจ้าง และ ตัวแทนลูกจ้าง เป็นกรรมการ  พิจารณากำหนดค่าแรงขั้นต่ำและให้ความเห็นชอบร่วมกันครับ</p>
<p>นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงไว้ว่าจะปรับค่าแรงขึ้นอีกร้อยละ ๒๕ ภายในเวลาสองปี  ไม่บอกว่าเราทำได้ทันที  เพราะเราต้องการให้ภาคเอกชนได้มีเวลาปรับตัว  ปรับสภาพธุรกิจ  ให้ภาคเอกชนได้เห็นหน้าตาของรูปแบบและแนวทางความช่วยเหลือที่รัฐฯจะมีให้  เพื่อชดเชยกับค่าแรงที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น   รัฐฯจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน  ถ้าภาคเอกชนไม่เห็นด้วย ก็ยากที่คณะกรรมการไตรภาคีจะสามารถเดินหน้าต่อได้</p>
<p>ที่สำคัญไม่น้อยกว่าคือการไม่ดำเนินการทันทีทำให้รัฐฯจะมีเวลาร่วมสองปีที่จะควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในกรอบที่เป็นการค้าขายอย่างเสรีจริง  ไม่ใช่ปล่อยให้มีการใช้อำนาจเหนือตลาด  พ่อค้ากำหนดราคาขายตามใจชอบ    ถ้าไม่เตรียมการให้ดี  การปรับค่าแรงขั้นต่ำจะสูญเปล่าเพราะของจะแพงขึ้นไปอีก   มีเงินในกระเป๋ามากขึ้นก็จะไม่มีประโยชน์</p>
<p>( ข้อเสียของนโยบายก็แบบที่เห็น  ไม่โดนใจเท่ากับ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศและทำได้ทันที   เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพ้เลือกตั้ง )</p>
<p>ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ผมได้ไปดีเบตในเวทีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ตามคำเชิญของมหาวิทยาลัยโดยกลุ่ม Policy Watch เป็นการเข้าร่วมกิจกรรมเวทีถามตอบหัวข้อ &#8220;นักเศรษฐศาสตร์พบนักการเมือง&#8221; วันนั้นมีตัวแทนจากสองพรรค</p>
<p>ผมจากพรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช จากพรรคเพื่อไทย    ตัวแทนกลุ่ม Policy Watch ผู้ตั้งคำถาม ได้แก่ รศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา, รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ และ ผศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย</p>
<p>เกือบสามชั่วโมงครับที่อยู่บนเวที ถามตอบกันไปหลายเรื่อง&#8230;&#8230;.</p>
<p>ที่น่าสนใจคือคำถามเกี่ยวกับเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ มีคำถามว่าทั้งสองพรรคคิดว่านโยบายเพิ่มค่าแรงนั้นจะทำได้จริงหรือไม่ และผลกระทบจะเป็นอย่างไร   ประเด็นที่ผมว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้รับทราบคือคำตอบของพรรคเพื่อไทย ของดร. สุชาติ ธาดาธำรงเวช ครับ</p>
<p>คำถามว่า&#8230;&#8230;จะขึ้นค่าแรงอย่างไรเพราะคณะกรรมการไตรภาคีอาจไม่เห็นด้วย</p>
<p>ท่านตอบว่า&#8230;&#8230;.เมื่อเราเป็นรัฐบาล เราสั่งได้อยู่แล้ว!</p>
<p>นั่นคือคำตอบของพรรคเพื่อไทย   ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ</p>
<p>เวทีวันนั้นเป็นเวทีเล็กๆ สื่อให้ความสนใจน้อย แน่นอนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๐ ล้านคนไม่ได้ยินได้ฟังคำตอบแบบนี้หรอกครับ</p>
<p>ท่านผู้อ่านเข้าใจชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ  ว่าทำไมเราจึงไม่ได้เห็นคุณยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย ปรากฎตัวหน้าจอทีวี  ตอบคำถามที่เป็นสาระที่เกี่ยวกับนโยบายสำคัญๆให้กับประชาชนได้รับทราบก่อนตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/08/three-hundred/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บันทึกกระบวนการปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/06/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/06/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Jun 2011 09:00:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=2088</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/memo.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2101" title="กระบวนการปรองดอง" src="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/memo-sm.png" alt="กระบวนการปรองดอง" width="580" height="775" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/06/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อุ่นเครื่องนโยบายเศรษฐกิจ</title>
		<link>http://www.korbsak.com/2011/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.korbsak.com/2011/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2011 15:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.korbsak.com/?p=1956</guid>
		<description><![CDATA[เวลาเหมือนมีปีก บินไปเร็วเสียเหลือเกิน ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อต้นปี เผลอแป๊บเดียวใกล้เวลาที่ท่านนายกจะประกาศยุบสภาแล้ว  ตามด้วยกกต.กำหนดวันเลือกตั้งระหว่าง ๔๕ – ๖๐ วันหลังวันยุบสภาตามที่กฎหมายกำหนด ช่วงนี้จึงเหมือนกับการ warm up เรียกว่าอุ่นเครื่องเรียกน้ำย่อย    ๓ สัปดาห์จากนี้ไปจะมีข่าวการเมืองมากขึ้น  จากหัวขบวนคือพรรคการเมืองรวมตัวกัน  เป็นพันธมิตรกัน  ไปถึงตัวผู้สมัครสส. ที่เริ่มมีการขยับกันบ้าง   แต่การย้ายพรรคของสส.จะเห็นชัดขึ้นก็ต้องหลังยุบสภาแล้วละครับ  เป็นกลยุทธ์ของท่านสส.   จะย้ายพรรคต้องทำหลังสุด  พรรคเก่าที่ตนเองสังกัดจะได้หาตัวแทนมาลงสนามแข่งไม่ทัน การเมืองแบบไทยไทย อีกข่าวหนึ่งที่จะเริ่มเข้มข้นขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของนโยบาย  สองพรรคใหญ่เปิดนโยบายที่ถือเป็นเป็นหัวใจสำคัญมาบ้างแล้ว พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเท่าที่จับตาดูรู้สึกว่านโยบายที่เตรียมนำเสนอน่าจะเป็นเรื่องของสมานฉันท์  แปลความว่าพร้อมจะร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคไหนก็ได้ที่จะเป็นแกนนำ  ตรงนี้ก็ไม่ว่ากันหรอก  อีกแบบหนึ่งของการเมืองแบบไทยไทย พรรคใหญ่อันดับหนึ่งคือพรรคเพื่อไทยกำลังจะเปิดนโยบายเร็วๆนี้ ทราบมาว่าแนวคือ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ  และแนวนโยบายคู่ขนานคือเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนเสื้อแดงรวมทั้งเปิดทางให้คุณทักษิณกลับบ้านได้โดยไม่ต้องรับโทษตามที่ศาลท่านได้พิพากษาไว้  ส่วนนี้ไม่ใช้หน้าที่ผมที่จะวิจารณ์  ขอข้ามไปเลยครับ พรรคประชาธิปัตย์บอกไว้อย่างนี้ครับ  “ เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบายเพื่อประชาชน ”    แปลความว่าคุณอภิสิทธิ์ต้องการจะบอกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า ๔๐ ล้านคนว่า  คุณอภิสิทธิ์พร้อมจะสานงานต่อจากที่ได้ดำเนินการไว้แล้วสองปีที่ผ่านมาด้วยนโยบายเพื่อประชาชน  พร้อมทั้งมีแผนงานที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายนี้เกิดได้จริง นโยบายเป็นแนวความคิด บางครั้งเปรียบเหมือนความฝัน ส่วนใหญ่จะสวยหรู  ฟังแล้วดูดี   นโยบายที่ไม่ดี  ไม่ได้เรื่อง  ไม่ค่อยจะได้เห็น ประเด็นคือต้องดูว่าเป็นนโยบายที่ทำได้จริงหรือเปล่า    ถ้านำไปปฏิบัติไม่ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px Tahoma} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Times; min-height: 14.0px} span.s1 {letter-spacing: 0.0px} -->เวลาเหมือนมีปีก บินไปเร็วเสียเหลือเกิน ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อต้นปี เผลอแป๊บเดียวใกล้เวลาที่ท่านนายกจะประกาศยุบสภาแล้ว <span id="more-1956"></span></p>
<p>ตามด้วยกกต.กำหนดวันเลือกตั้งระหว่าง ๔๕ – ๖๐ วันหลังวันยุบสภาตามที่กฎหมายกำหนด ช่วงนี้จึงเหมือนกับการ warm up เรียกว่าอุ่นเครื่องเรียกน้ำย่อย    ๓ สัปดาห์จากนี้ไปจะมีข่าวการเมืองมากขึ้น  จากหัวขบวนคือพรรคการเมืองรวมตัวกัน  เป็นพันธมิตรกัน  ไปถึงตัวผู้สมัครสส. ที่เริ่มมีการขยับกันบ้าง   แต่การย้ายพรรคของสส.จะเห็นชัดขึ้นก็ต้องหลังยุบสภาแล้วละครับ  เป็นกลยุทธ์ของท่านสส.   จะย้ายพรรคต้องทำหลังสุด  พรรคเก่าที่ตนเองสังกัดจะได้หาตัวแทนมาลงสนามแข่งไม่ทัน การเมืองแบบไทยไทย</p>
<p>อีกข่าวหนึ่งที่จะเริ่มเข้มข้นขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของนโยบาย  สองพรรคใหญ่เปิดนโยบายที่ถือเป็นเป็นหัวใจสำคัญมาบ้างแล้ว พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเท่าที่จับตาดูรู้สึกว่านโยบายที่เตรียมนำเสนอน่าจะเป็นเรื่องของสมานฉันท์  แปลความว่าพร้อมจะร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคไหนก็ได้ที่จะเป็นแกนนำ  ตรงนี้ก็ไม่ว่ากันหรอก  อีกแบบหนึ่งของการเมืองแบบไทยไทย</p>
<p>พรรคใหญ่อันดับหนึ่งคือพรรคเพื่อไทยกำลังจะเปิดนโยบายเร็วๆนี้ ทราบมาว่าแนวคือ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ  และแนวนโยบายคู่ขนานคือเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนเสื้อแดงรวมทั้งเปิดทางให้คุณทักษิณกลับบ้านได้โดยไม่ต้องรับโทษตามที่ศาลท่านได้พิพากษาไว้  ส่วนนี้ไม่ใช้หน้าที่ผมที่จะวิจารณ์  ขอข้ามไปเลยครับ</p>
<p>พรรคประชาธิปัตย์บอกไว้อย่างนี้ครับ  “ เดินหน้าต่อไป ด้วยนโยบายเพื่อประชาชน ”    แปลความว่าคุณอภิสิทธิ์ต้องการจะบอกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า ๔๐ ล้านคนว่า  คุณอภิสิทธิ์พร้อมจะสานงานต่อจากที่ได้ดำเนินการไว้แล้วสองปีที่ผ่านมาด้วยนโยบายเพื่อประชาชน  พร้อมทั้งมีแผนงานที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายนี้เกิดได้จริง</p>
<p>นโยบายเป็นแนวความคิด บางครั้งเปรียบเหมือนความฝัน ส่วนใหญ่จะสวยหรู  ฟังแล้วดูดี   นโยบายที่ไม่ดี  ไม่ได้เรื่อง  ไม่ค่อยจะได้เห็น ประเด็นคือต้องดูว่าเป็นนโยบายที่ทำได้จริงหรือเปล่า    ถ้านำไปปฏิบัติไม่ได้  นโยบายก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น   ผมและเพื่อนๆทีมงานมีหน้าที่คิดนโยบายและต้องเตรียมแผนงานที่ปฏิบัติได้จริงไว้ให้พร้อม  ถ้าชนะเลือกตั้งก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งวางแผน  ทำงานได้ทันที ไม่ต้องเริ่มต้นกันใหม่  ไม่ต้องขอเวลา ๙๙ วัน</p>
<p>นโยบายสำคัญสุดเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจครับ</p>
<p>วันนี้ทั่วโลกเดือดร้อนเรื่องปัญหาค่าครองชีพ  ของแพง  ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปในระดับราคาแบบเดิมๆได้ในเร็ววัน ภัยธรรมชาติ  ความขัดแย้งระหว่างประเทศและภายในประเทศกันเอง  ตามภูมิภาคต่างๆ  ทำให้ทั่วโลกเดือดร้อนกันไปหมด    และแน่นอนคนไทยก็พลอยเดือดร้อนตามไปด้วย  เพราะโลกใบนี้เล็กลงทุกวัน</p>
<p>ประเทศที่คนของเขามีรายได้ดีก็ยังมีเงินมากพอในกระเป๋าไว้ต่อสู้กับของแพงได้   แต่ที่บ้านเรา  คนของเราส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐาน   เมื่อเกิดวิกฤติของแพง  พี่น้องประชาชนจึงเดือดร้อนและเป็นปัญหาที่หนักมาก</p>
<p>นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์คือการเพิ่มรายได้  เราเสนอให้ปรับเพิ่มรายได้ขั้นต่ำอีกร้อยละ ๒๕ ภายในสองปี  เพิ่มรายได้ไม่ได้ทำให้ของถูกลง  และถ้ากระทรวงพานิชย์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ  ของอาจจะแพงขึ้นไปจนเงินที่ได้เพิ่มอาจไม่เพียงพอก็ได้   ท่านผู้อ่านคงมองเห็นภาพออก   งานทุกอย่างจึงต้องทำควบคู่กันไป   ทั้งควบคุมราคาสินค้า  และเพิ่มรายได้ครับ</p>
<p>อุ่นเครี่องในวันนี้ผมขอคุยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำก่อน</p>
<p>ทำไมต้องปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ  ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายมาก   ดูจากกราฟนี้แล้วจะเข้าใจได้ทันที</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/13.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1968" title="1" src="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/13.jpg" alt="" width="700" height="525" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>บางท่านอาจเถียงว่าเปรียบเทียบแบบนี้ไม่ได้เพราะค่าครองชีพต่างกันในแต่ละประทศ  จริงครับ  แต่เมื่อนำมาคิดรวมแล้วอันดับของเราก็ยังไม่สูงกว่าฟิลิปปินส์</p>
<p>ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล  หน้าตาค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นอย่างนี้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/2.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1972" title="2" src="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/2.jpg" alt="" width="700" height="525" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>ค่าแรงขั้นต่ำเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้น เมื่อเราขยับจุดเริ่มต้น จะมีผลกระทบ (ripple effect ) เหมือนคลื่นครับ ค่าแรงในระดับอื่นๆก็จะขยับตามกันไป</p>
<p>งานที่จะทำนี้ต้องมีแผนงานรองรับ     ถ้าค่าแรงปรับขึ้น   รัฐก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่จะได้รับผลกระทบให้พร้อม  กราฟนี้อธิบายไว้ชัดเจน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/3.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1976" title="3" src="http://www.korbsak.com/wp-content/uploads/3.jpg" alt="" width="691" height="518" /></a></p>
<p>สองแท่งที่แสดงไว้สูงเท่ากัน   แต่ถ้าดูจากแทบสีจะเห็นว่าต่างกัน    ความหมายคือส่วนประกอบของราคา( ความสูงของแท่ง) เท่ากัน   แต่ส่วนสีน้ำเงินที่เป็นค่าแรง แท่งทางขวาจะปรับสูงขึ้น   และไปลดในส่วนสีอิ่นๆแทน แปลง่ายๆว่า  ค่าขนส่ง  ค่าภาษี  ค่าประกอบการ รัฐช่วยทำให้ปรับลดลงได้   ที่ได้ลดลงก็ขอให้มาช่วยค่าแรงแทน</p>
<p>เรื่องนี้เรื่องใหญ่  มีผลกระทบในวงกว้าง  ผมขอพูดแบบหัวชนฝาว่าเรื่องค่าแรงขั้นต่ำต้องปรับ  ไม่ทำไม่ได้   คนไทยส่วนใหญ่ใช้ชีวิตการเป็นอยู่อย่างต่ำกว่ามาตราฐานมาก รัฐบาลที่ดีต้องเข้าใจและแก้จุดอ่อนตรงนี้ให้ได้</p>
<p>ประเทศไทยต้องก้าวต่อไปอีกหนึ่งระดับ   เราต้องไม่ให้ไครมาบอกว่า   มาลงทุนในไทยดีนะ   ค่าแรงถูก   เป้าหมายของเราคือ  คนเราเก่ง ค่าแรงสมเหตุผล เมืองเราน่าอยู่  มาเที่ยวไทยก็ต้องไม่ใช่เพราะเมืองไทยถูก  แต่เพราะเมืองไทยสวย   อาหารอร่อย   ปลอดภัย คนไทยน่ารัก</p>
<p>มาตรการสำคัญที่สุดคือโครงสร้างภาษี  ต้องปรับใหม่โดยใช้หลักคิดว่า คนขยันทำงานไม่ควรต้องจ่ายภาษีมาก แต่คนที่บริโภคมากต่างหากที่ต้องรับภาระภาษีไปเต็มๆ  เรื่องภาษีเป็นการบ้านใหญ่ที่รัฐบาลชุดหน้าต้องเดินหน้าต่อทันที</p>
<p>ถัดไปคือการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐฯ  เลิกเสียทีกับคำพูดสวยหรูว่าจะมีวินัยทางการคลัง  คนพูดเข้าใจแค่ไหนผมยังกังขา  เงินภาษีมาจากหยาดเหงื่อของคนไทยทุกคน   จะใช้ให้เกิดประโยชน์ต้องจัดลำดับความสำคัญเพราะเรามีเงินไม่มาก   จัดลำดับเป็น  จัดระบบให้โกงยากขึ้น   เงินงบประมาณมีไม่มาก   แต่ถ้าทำเป็น ใช้เป็น ก็เพียงพอครับ</p>
<p>นโยบายของพรรคต้องการเพิ่มรายได้ให้กับคนทำงานทุกคน   หัวใจสำคัญคือการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศให้มากขึ้น  การลงทุนเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้จึงมีความสำคัญยิ่ง  ประชาธิปัตย์จึงเสนอโครงการรถไฟ ไทย &#8211; จีน  โครงการเมืองท่า( harbor city )ที่ระยอง  แหลมฉบัง รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ – ระยอง  เป็นตัวอย่างของการลงทุนเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยระบบราง  และลดค่าใช้จ่ายที่จุดเข้าออกของประเทศ ( ท่าเรือ  สนามบิน )</p>
<p>ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น  หมายถึงมีงานให้ทำมากขึ้น  รัฐบาลต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่ตลาดแรงงานเป็นตลาดของลูกจ้าง หมายถึงลูกจ้างเลือกงานได้  เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามกลไกของมันเอง   การศึกษาอย่างมีคุณภาพ  การเพิ่มทักษะให้กับผู้ใช้แรงงาน เหล่านี้คือส่วนที่รัฐบาลต้องจัดงบประมาณสนับสนุนไว้ในอันดับต้นๆ   แรงงานมีฝีมือ  คนงานมีคุณภาพ แปลว่าเงินเดือนดีครับ</p>
<p>ไม่ใช่คนไทยทุกคนจะมีอนาคตสดใสไปทั้งหมด  ต้องยอมรับว่าสังคมทุกสังคมย่อมมีผู้ด้อยโอกาส  ผู้สูงอายุที่ขาดคนดูแล   นโยบายและเม็ดเงินงบประมาณที่เตรียมไว้จะต้องสามารถดูแลพี่น้องร่วมชาติเหล่านี้ได้เช่นกัน</p>
<p>มีอีกมากสำหรับแผนงานที่ได้เตรียมไว้  วันนี้ถือเป็นการอุ่นเครื่องก็แล้วกันครับ  ยุบสภาแล้วคงมีอีกหลายเวทีที่พวกเราจะได้มีโอกาสได้พูดคุยถึงเรื่องเหล่านี้ในรายละเอียดต่อไป    เท่านี้ก่อนครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.korbsak.com/2011/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

