ถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องเข้าใจเรื่องการคลังของรัฐบาลกันบ้าง   ไม่ใช่รัฐบาลในอดีตของคุณทักษิณเท่านั้น 
แต่ของทุกรัฐบาลที่รับอาสาทำงานแทนพวกเรา       งานนี้สำคัญที่สุดเพราะเป็นการดูแลเงินภาษี  เงินที่รัฐได้มาจากความเหนื่อยยากของพลเมืองดีที่ยินดีเสียภาษีครับ

ปีหนึ่งๆ รัฐฯเก็บภาษีจากประชาชนในรูปแบบต่างๆ กัน ตั้งแต่การจัดเก็บแบบง่ายๆ เช่นภาษี VAT คือโดนเก็บภาษีกันหมดทุกคนไม่ว่าจะฐานะยากดีมีจนแค่ไหน จ่ายเท่าๆ กัน ปัจจุบันจ่ายร้อยละ7 หรือภาษีเฉพาะประเภท  เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใครหาได้มาก จ่ายมาก คนไหนหาได้น้อย จ่ายน้อย   (พวกหาได้มาก  แล้วเบี้ยวไม่ชอบจ่ายก็มี!)

 รัฐบาลในอดีตเก็บเงินภาษีได้ปีละหลายแสนล้าน ตอนนี้ปาเข้าไปปีละล้านล้านบาทแล้วครับ    รัฐบาลบางครั้งลืมตัว  เวลาใช้เงินเพื่อการหนึ่งการใด  ขาดความระมัดระวัง  ทำ เหมือนว่าเป็นเงินที่หาได้มาเอง  แท้ที่จริงเป็นเงินที่ได้มาจากการเก็บภาษีจากหยาดเหงื่อของพวกเราทั้งสิ้น

การใช้เงินภาษีที่เรียกกันว่าเงินงบประมาณ มีขบวนการตามที่กฎหมายกำหนดครับ   รัฐบาลคือผู้เสนอว่าจะใช้เงินในการพัฒนาประเทศไปในทิศทางใด    ส่วนผู้มีอำนาจอนุมัติวงเงินงบประมาณรวมทั้งรายละเอียดการใช้จ่าย คือ ส.ส.ตัวแทนของพวกเรา  ที่ท่านผู้อ่านดูทีวี เห็นนั่งหน้าสลอนในสภาละครับ 

ทุกปีรัฐบาลจะเสนอรายการใช้จ่ายเงินในรูปแบบของกฎหมาย เรียกว่า“พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี....” ทุกๆ ปี

หลักการจัดงบประมาณที่สำคัญคือ  รัฐบาลจะกำหนดว่าการใช้จ่ายในปีนี้  “หาได้เท่าไร  ก็จะใช้เท่านั้น”  เรียกว่า งบประมาณสมดุลหรือ “หาได้เท่านี้ ไม่พอใช้ ขอกู้เพิ่ม” เราเรียกกันว่า การจัดงบประมาณขาดดุล     ใช้ได้ทั้งสองวิธีแล้วแต่ฐานะทางเศรษฐกิจและแนวนโยบายการใช้จ่ายเงินในแต่ละปี

ที่คุยกันเป็นเรื่องขำขันคือ ปีไหนรัฐบาลจัดงบประมาณแบบขาดดุล  ฝ่ายค้านจะโต้ว่าทำไมไม่จัดแบบสมดุล   และถ้าปีใดรัฐบาลจัดงบแบบสมดุล ฝ่ายค้านก็จะโวยวายว่า น่าจะจัดงบประมาณแบบขาดดุล      เป็นฝ่ายค้านทำงานง่ายดีไหมครับ

ผลจากนโยบายการจัดงบประมาณนี่แหละครับ จะเป็นตัวกำหนดว่า  สถานะทางการคลังของประเทศเป็นอย่างไร

เช่นถ้านโยบายการใช้จ่ายเงินงบประมาณอยู่ในรูปแบบของการขาดดุล  ต้องกู้เงินเพื่อนำมาปิดหีบงบประมาณ  หนี้ของรัฐฯก็จะเพิ่มทุกปี  ในขณะที่ถ้ารัฐบาลเก็บเงินภาษีได้มาก   และใช้น้อย ใช้ไม่หมด  รัฐบาลก็จะมีเงินเหลือเพิ่มทุกปี เช่นกัน

อ่านมาถึงตอนนี้ เห็นได้ว่าเข้าใจได้ไม่ยากนัก     ไม่ต่างจากการคลังในกระเป๋าของท่านผู้อ่านเท่าไรใช่ไหมครับ

ที่ยุ่งยากขึ้นมาอีกนิดหนึ่งคือ  การคลังของรัฐบาลนั้นไม่ได้มีเฉพาะเงินที่เข้าออกในระบบงบประมาณเท่านั้น  มีเงินที่อยู่นอกระบบด้วย   เราเรียกกันว่าเงินนอกงบประมาณ

ผมไม่ทราบว่าเรื่องของเงินนอกงบประมาณนี้เกิดขึ้นเมื่อไร     คิดในใจว่าจะไปค้นดูซักทีแต่ก็หาเวลายังไม่ได้เอาเป็นว่าถ้าเป็นเงินในงบประมาณ  ส.ส.คือ ตัวแทนของพวกเรามีส่วนรับรู้  แต่ถ้าเป็นเงินนอกงบประมาณ  จะกลายเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร     แปลว่ารัฐบาลมีอำนาจในการใช้จ่ายเงินได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบฟังดูแล้ว   ระบบนอกงบประมาณนี่ไม่ค่อยจะดีใช่ไหมครับ

พิจารณาได้จากตัวอย่างแบบนี้ กองสลากขายหวยบนดิน รายได้จากการขายหวยหักลบรายจ่ายค่ารางวัล    เป็นกำไร  รัฐบาลจัดชั้นกำไรประเภทนี้  โดยกำหนดว่าไม่ต้องส่งเงินเข้าคลัง   กลายเป็นเงินนอกงบประมาณ รัฐบาลใช้ได้เต็มที่  มั่วแบบที่เห็นกันอยู่  เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกมาก  พอดีวันนี้ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ  ผมต้องขออนุญาตข้ามไปก่อน

อ่านต่อครับ  เงินนอกงบประมาณและเงินในงบประมาณเขานำมาปนกันครับ รวมกันในรูปแบบเฉพาะของเงินสดเท่านั้น ไม่ใช่ระบบบัญชี ดังนั้นสถานะทางการคลังของประเทศนอกจากจะพูดถึงผลของการรับเงินหรือจ่ายเงินในงบประมาณแล้ว    ยังมีผลของการรับเงินหรือจ่ายเงินของเงินนอกงบประมาณมารวมด้วยอีกต่างหาก  เงินคงคลังจะเป็นตัวดำหรือตัวแดง  ต้องรวมทั้งสองส่วนคือ ส่วนของในงบประมาณและส่วนของนอกงบประมาณด้วย  ตัวดำไม่เป็นปัญหา แปลว่า มีเงินเหลือเวลาตัวแดง แปลว่า "เงินหมด ไม่มีจ่าย"  เรียกว่า  ถังแตกครับ  (  มีต่อ  )

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
www.korbsak.com