บทความเด่น
  • โกงตามปกติ Business as usual
  • หนังสือใหม่ ใครว่าคนรวยไม่โกง (ผมผิดด้วยหรือ?)
  • Win Mark ญาติสนิท Ample Rich



  •  


    คลิ้กเพื่ออ่าน รัฐบาลถังแตก ตอนที่ 1

    วันที่ :23 พฤษภาคม 2549


    สองสามเดือนที่ผ่านมา   คนนินทารัฐบาลรักษาการของคุณทักษิณกันมาก    ลือกันให้แซดว่ารัฐบาลถังแตก เพราะเมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนลูกจ้าง   ก็ไม่จ่าย   ครบกำหนดงวดเงินที่ต้องจ่ายผู้รับเหมา   ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้   รอกันนานเป็นเดือน บางราย 3-4 เดือนแล้ว  ยังไม่เห็นมีท่าทีว่าจะดีขึ้น
     

    ถ้าใช้นิยามคำว่ารัฐบาลถังแตก    แบบที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อวันก่อน แปลความได้ว่าตอนนี้เงินคงคลังเป็นตัวแดง เงินไม่มี เงินหมด รายได้ ไม่ทันรายจ่าย แถมไม่ได้เตรียมกู้ไว้ล่วงหน้า บริหารเงินสดหมุนเวียนไม่เป็น  ไม่มีการวางแผนการใช้จ่ายแบบมืออาชีพ ใครที่ไม่ชอบรัฐบาลอยู่แล้วก็จะโวยวายเลยว่ารัฐมนตรีคลังไม่เป็นสัปปะรด รายได้จากการจัดเก็บภาษีมีมากกว่ารายจ่ายอยู่แล้ว ปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นินทากันหูอื้อละครับ

    แล้วความจริงเป็นอย่างไร ?

    ต้องดูกันที่ตัวเลข  มีไม่กี่รายการหรอกครับ  ต้องเริ่มต้นที่วันแรกที่คุณทักษิณรับอาสาบริหารประเทศกันเลย  แล้วไล่กันไปทีละปีก็จะเข้าใจครับ

    รัฐบาลคุณทักษิณเป็นรัฐบาลแรกที่ได้มีโอกาสรับผิดชอบจัดงบประมาณแผ่นดิน ติดต่อกันถึง 5 ปี คือปีงบประมาณ 2545 – 2549    และในระหว่างปีงบประมาณ ตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น  ยังมีการจัดงบประมาณกลางปีถึง 2 ครั้ง คือในปี 2548 และปี 2549

    ที่ผมกล่าวมาตั้งแต่แรกว่า     เงินคงคลังคือตัวชี้วัดว่ารัฐบาลถังแตกหรือไม่ เพราะเงินคงคลังแท้ที่จริงก็เปรียบได้ว่าเป็นเงินออมของประเทศนั่นเอง   ว่าตามหลักทฤษฏีนะ   ปฏิบัติจริงไม่ใช่

    เมื่อจะวิเคราะห์ว่ารัฐบาลมีเงินสำหรับใช้จ่ายจริงหรือไม่     ต้องดูกันที่เงินคงคลัง

    สิ้นปีงบประมาณ 2544     มีเงินคงคลังจ่ายในมือที่  76,402 ล้านบาทครับ

    การจัดงบประมาณ 3 ปีแรกของรัฐบาลคุณทักษิณ    เป็นการจัดงบประมาณแบบขาดดุลตลอดทั้ง 3 ปี แปลว่าเก็บภาษีได้เท่าไหร่   ไม่เคยพอใช้ต้องกู้ทุกปี

    สิ้นปีงบประมาณ 2547 มีเงินคงคลังอยู่ในมือที่ 153,242 ล้านบาท

    งงไหมครับ?    ถ้าต้นปี 2544 มีเงินในกระเป๋า 76,402 ล้านบาท     3 ปีให้หลังเงินออมเพิ่มเป็น 153,242 ล้านบาท เป็นไปได้อย่างไร     เพราะตลอด 3 ปีไม่เคยมีเงินเหลือใช้ในแต่ละปีเพราะต้องกู้เพิ่มทุกปี

    ตรงนี้แหละครับคือปัญหา     เพราะเงินคงคลังที่ว่าเป็นเงินออม    ตามทฤษฎีนั้นจริง ๆ แล้วไม่ใช่ ในการปฏิบัติเป็นเพียงเงินในกระเป๋าคงค้างอยู่เท่านั้น     เวลารัฐไปกู้เงินมามาก ๆ แล้วใช้ไม่ทัน เงินเหลือ ก็กองไว้ตรงนี้แหละครับ   นำเงินกู้มาเป็นเงินคงคลัง  

    แสดงว่าตัวเลขเงินคงคลังแท้จริงมีการบิดเบือนใช่หรือไม่?     ถูกต้องที่สุดครับ

     แล้วในระบบของเรา จะมีทางรู้หรือไม่ว่าเงินคงคลังหรือเงินออมมีเหลือจริง  มีเท่าใด ใครตอบได้  บอกได้เลยว่า ตรงนี้ไม่มีคำตอบ

    ดูต่ออีกนิดหนึ่งครับ   คือปี 2548 และปี 2549 ทั้งสองปีงบประมาณ  น่าสนใจ  เนื่องจากรัฐบาลจัดงบประมาณแบบสมดุลไม่มีการกู้

    สิ้นปีงบประมาณ 2549     คาดว่าจะมีเงินคงคลังเหลือประมาณ 100,000 ล้านบาท

    แปลกดี   สองปีหลังรัฐบาลไม่ต้องกู้เพิ่มเพราะเก็บเงินภาษีได้มาก แต่เงินคงคลังอาจหายไปถึง 50,000 ล้านบาท   (  อย่าลืมว่า สิ้นปี 2547  มีเงินคงคลัง  153,242 ล้านบาท )

    แต่อย่างน้อยอ่านได้ว่า    ปี 2549  ไม่น่ามีปัญหาว่ารัฐบาลถังแตก เพราะเงินคงคลังยังเป็นตัวดำ  ใช่หรือไม่?

    ถูกแต่ไม่ทั้งหมด  เพราะปรากฏว่าช่วงต้นปีรายได้จากการเก็บภาษี เข้าช้า ขณะที่รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พูดง่าย ๆ ทำโครงการเร็วขึ้น เบิกเงินเร็วขึ้น ทำให้รัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน

    ฟังดูแล้วรัฐบาลคงจะไม่ถังแตกตามที่นินทากัน เพียงแต่บกพร่อง ไม่วางแผนการใช้จ่ายเงินแบบนักบริหารที่ดี ปัญหาทั้งหมด ถึงวันนี้ คงจะหมดไปแล้ว

    อาจใช่ครับ แต่ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจจะเล่าให้ฟังต่ออีกใน 2-3 วันนี้ครับ.


    คลิ้กเพื่ออ่าน รัฐบาลถังแตก ตอนที่ 3

    Click to Download Printer Friendly Version

    กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
    www.korbsak.com