บทความเด่น
  • โกงตามปกติ Business as usual
  • หนังสือใหม่ ใครว่าคนรวยไม่โกง (ผมผิดด้วยหรือ?)
  • Win Mark ญาติสนิท Ample Rich



  •  


    คลิ้กเพื่ออ่าน รัฐบาลถังแตก ตอนที่ 1 / ตอนที่ 2

    วันที่ :29 พฤษภาคม 2549

    ก่อนจะถึงเนื้อหา ลองนึกภาพเงินในธนาคารของท่านตอนสิ้นปี       สมมุติกันว่า  ณ สิ้นปี 2544 ท่านมีเงินออมในธนาคารจำนวน 1,000,000 บาท ท่านได้ประมาณไว้ว่าปีหน้า คือปี 2545 ท่านน่าจะมีรายได้ทั้งปีประมาณ 1 ล้านบาท         และคำนวณแล้วว่าอาจจะใช้เงินตลอดปีประมาณ 1.2 ล้านมากกว่าที่หาได้ประมาณ   200, 000 บาท

    คิดแล้วท่านมีทางแก้ปัญหา 2 ทางคือ 1.   กู้เงินจากเพื่อน     200 , 000 บาท จะได้พอกับรายจ่าย     หรือ 2.  นำเงินออมที่เก็บไว้มาใช้   200, 000 บาท ถ้าท่านเลือกวิธีที่ 1   เงินออม ณ สิ้นปี 2545 จะเหลือเท่าเดิมคือ 1,000,000 บาท แต่ท่านจะมีภาระเป็นหนี้  200,000 บาท        ถ้าท่านเลือกวิธีที่ 2 เงินออมของท่านก็จะเหลือเพียง 800, 000 บาท   แต่ไม่เป็นหนี้ใคร     วิธีนี้ดีสุด เพราะเป็นการประหยัดค่าดอกเบี้ย ทุกคนใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น   ความจริงแล้ว  เงินออมของพวกเรามักเป็นของแท้  เหลือจากใช้จ่ายเท่าไหร่ก็จะฝากประจำเก็บไว้   เงินขาดมือถึงจะเบิกมาใช้ เงินคงคลังของรัฐบาลก็ไม่ต่างกันครับ เพียงแต่ว่า  เงินของรัฐมีปีงบประมาณเป็นหลักในการคิด   เงินคงคลังที่ถือว่าเป็นเงินออม อาจไม่ใช่เงินออมเสมอไป เพราะมีค่าใช้จ่ายค้างข้ามปี   เงินออมของท่านผู้อ่านคือเงินออมที่แท้จริง   ไม่มีเวลาเป็นตัวกำหนด  ไม่มีค่าใช้จ่ายข้ามปี  ตั้งค้างรอเบิก                ผมได้เรียนแล้วว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2544     มีเงินคงคลัง 76 , 402 ล้านบาท  ไม่ใช่เป็นเงินออมทั้งหมด    เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้จ่ายอีกเป็นจำนวนมากของปีก่อนๆ      ภาษาราชการเขาเรียก ค่าใช้จ่ายเหลื่อมปีครับ   รัฐบาลเมื่อใช้จ่ายเงินมากกว่าเงินภาษีที่เก็บได้    ไม่มีสิทธิเลือกวิธีใด    เงินขาดเท่าไหร่   จะต้องขอวงเงินกู้เท่านั้น      รัฐบาลอาจไม่กู้ทั้งหมดก็ได้    เพราะในระหว่างปีงบประมาณ รัฐบาลอาจมีรายได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้     กู้ไป   เงินอาจจะเหลือ   จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกู้ให้ครบทั้งจำนวน   เสียดอกเบี้ยฟรีไปทำไม                    ขณะเดียวกัน    รายจ่ายของรัฐบาลก็ไม่แน่นอน    เพราะบางครั้งทำตัวเลขตกหล่น หรือไม่คาดว่าจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้จำเป็นต้องใช้วิธีที่สองคือ   นำเงินคงคลังมาใช้ก่อน การบริหารเงินสดของรัฐบาลจึงยุ่งยาก ซับซ้อน     ทำได้ดีหรือไม่ขึ้นโดยตรงกับความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลครับ        3 ปีแรกของรัฐบาลคุณทักษิณ    ตั้งงบประมาณขาดดุล   และต้องกู้เงินทั้ง 3 ปี          ประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหา   คือ ค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า งบกลาง ครับ       งบกลางตั้งไว้สูงมากทุกๆปี   ทำให้รัฐบาลต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อปิดหีบงบประมาณจำนวนมากทั้งสามปี งบกลางถูกวิจารณ์มากว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ผิดวินัยทางการคลังอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการขอใช้เงินโดยไม่มีโครงการหรือแผนงานรองรับ   มีแต่วงเงินเท่านั้น    พอถึงเวลาใช้เงินจริง จึงไม่มีปัญญาใช้ให้ทันในปีงบประมาณนั้นๆ   ก็ไม่มีแผนงานรองรับนี่ครับ  เป็นการใช้เงินแบบมั่วๆ จึงใช้ไม่ทัน   ต้องกันวงเงินเผื่อไว้ข้ามปี   ไม่ใช่ปีเดียว   2-3 ปีก็มี                 นี่แหละครับ ที่ทำให้เงินคงคลังมีจำนวนสูงขึ้นในช่วง 3 ปีแรก เพราะหน่วยราชการใช้เงินไม่ทัน                 หลังจาก 3 ปี แรกแล้วเกิดอะไรขึ้นครับ                               ปลายปีที่ 3 และต้นปีที่ 4 ปรากฏว่างบกลางที่เตรียมไว้เมื่อปีที่ 1 เพิ่งจะมาเบิกกันครับ ทำให้เงินคงคลังที่มีเหลืออยู่ไม่พอจ่าย     เกิดเป็นตัวแดงขึ้น              ที่กล่าวมานี้เป็นปัญหาแรก     ที่ไม่ได้เตรียมแผนไว้รองรับ                 ปัญหาที่สองครับ                 ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการจัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่ยอมรับความจริง ตัวอย่างเช่น ปีนี้ต้องใช้หนี้ 80 , 000 ล้านบาท      สำนักงบประมาณก็จะจัดงบประมาณไว้ให้เพียง 60 , 000 ล้าน     เวลาเบิกเงิน สำนักงบประมาณอนุมัติให้เบิกตามจริง    โดยนำเงินคงคลังมาให้ก่อน    กฎหมายย่อมให้ทำได้     ใช้เงินในส่วนที่เรียกว่าเงินนอกงบประมาณ   ทำให้เงินนอกงบประมาณกลายเป็นตัวแดง  สำนักงบประมาณใช้วิธีนี้มาโดยตลอด                 ทำไมทำกันอย่างนี้ เอาใจนายไงครับ ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ต่ำกว่าความเป็นจริง พอนำตัวเลขค่าใช้จ่ายมาเปรียบกับรายได้จากการเก็บภาษี ตัวเลขดูสวยขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายต่ำ ทำให้จัดงบประมาณสมดุลง่าย    รัฐบาลคุยโวได้ว่าเก่ง    โกยคะแนนเสียงทางการเมืองเป็นกอบเป็นกำ

    ถ้าไม่เชื่อผม ดูตัวเลขซิครับ   ว่ามีการเบิกเงินคงคลังไปใช้กันเท่าใดในแต่ละปี  

    การใช้จ่ายเงินคงคลังปีงบประมาณ 2544 – 2548

    ปีงบประมาณ

                              มาตรา 7                 หน่วย : ล้านบาท

    (1)

    (2)

    (4)

    2544

    3,940

    82

     

    2545

     

    204

    13,000

    2546

    2,220

    124

    39,000

    2547

    36,860

    152

    51,774

    2548

    36,800

     

    287

    รวม

    79,820

    562

    104,061

    รวมเงินจ่ายจากเงินคงคลัง           184 ,443     ล้านบาท

                      “ มาตรา 7  ในกรณีต่อไปนี้ ให้สั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 2 หรือคลังจังหวัดหรือคลังอำเภอได้ก่อนที่มีกฎหมาย
    อนุญาตให้จ่าย คือ

    (1)    รายการจ่ายที่มีการอนุญาตให้จ่ายเงินได้แล้ว  ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ แต่เงินที่ตั้งไว้มีจำนวนไม่พอจ่ายและพฤติการณ์เกิดขึ้นให้มีความจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็ว

    (2)    มีกฎหมายใดๆที่กระทำให้ต้องจ่ายเงิน เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายนั้นๆและมีความจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็ว

    (4)   เพื่อซื้อคืนหรือไถ่ถอนพันธบัตรของรัฐบาลหรือตราสารเงินกู้ของ กระทรวงการคลังหรือชำระหนี้ตามสัญญากู้ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้กู้ ทั้งนี้ ตามจำนวนที่รัฐมนตรีเห็นสมควร

               สรุปว่าในช่วงปี 2545-2548   มีการจ่ายเงินเกินกว่าที่ปรากฎในเอกสารงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 184 ,443 ล้านบาท      ไม่ผิดกฎหมายครับ      พรบ.เงินคงคลังมาตรา 7  อนุญาตอยู่แล้ว   วิธีการงบประมาณระบุว่า ถ้ามีการนำเงินคงคลังมาใช้ในปีใด   ต้องจัดงบจ่ายคืนในปีถัดไป   ทราบว่ามีการจัดงบประมาณเพื่อใช้คืนในปีถัดไปจริง    แต่เม็ดเงินไม่เคยนำส่ง   จริงหรือไม่ต้องรอฟังสำนักงบประมาณชี้แจง  

                   สรุปว่าในช่วงปี 2545-2548 มีการจ่ายเงินเกินกว่าที่ปรากฎในเอกสารงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 180 , 421 ล้านบาท      ไม่ผิดกฎหมายครับ      พรบ.เงินคงคลังมาตรา 7 (1) อนุญาตอยู่แล้ว  วิธีการงบประมาณระบุว่า ถ้ามีการนำเงินคงคลังมาใช้ในปีใด  ต้องจัดงบจ่ายคืนในปีถัดไป  ทราบว่ามีการจัดงบประมาณเพื่อใช้คืนในปีถัดไปจริง   แต่เม็ดเงินไม่เคยนำส่ง  จริงหรือไม่ต้องรอฟังสำนักงบประมาณชี้แจง 

                 ปัญหาที่สามครับ เมื่อรัฐบาลมีการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินในแต่ละโครงการ   ทำให้การเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพ   เป็นสิ่งที่ดีครับ   แต่กลายว่ามากระทบเงินคงคลัง   ที่มีไว้ไม่มากพอ   เห็นได้ชัดเจนว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลคุณทักษิณไม่เข้าใจคำว่าวินัยทางการคลัง        การตั้งงบประมาณที่เรียกว่างบกลาง     แล้วนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยไร้แผนงาน นอกจากจะเป็นการใช้เงินภาษีแบบไม่โปร่งใสแล้ว    ยังทำให้การบริหารเงินสดเกิดปัญหา     เช่นเวลามีเงินสดมากในปีแรกๆ   ขอวงเงินกู้ไว้ แต่กู้ไม่ครบเพราะโครงการที่ใช้งบกลางยังไม่ได้เริ่ม  ทำอย่างนี้ติดต่อกัน 3 ปี    พอเริ่มต้องใช้เงินในปีที่ 4 จึงเกิดปัญหา   นี่ถ้าเป็นภาคเอกชน   ป่านนี้   ซีอีโอฝ่ายการเงิน ( CFO ) ถูกไล่ให้ไปขายหวยบนดินแล้ว

                       แล้วสมัยก่อนนี้เขาทำกันอย่างไร ?               

                       ลองไปดูรัฐบาลช่วงปี 2532 - 2539 กันครับ      เงินคงคลังแข็งปึก  เรียกได้ว่าเป็นเงินออมจำนวนสูงทีเดียว    จัดงบประมาณสมดุลเกือบทุกปี    หาได้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น  ไม่มีการกู้เงินเพิ่ม ไม่มีการตั้งงบประมาณกลางปีเพื่อถลุงใช้เงินเกินความจำเป็น    ตัวเลขเงินคงคลังของแต่ละปีเป็นอย่างนี้

    ปีงบประมาณ 2532 2533 2534 2535 2536 2537 2538 2539

    เงินคงคลัง(ล้านบาท)

    21 , 320 61 , 015 132 , 679 183 , 299 226 , 895 231 , 977 237 , 977 319 , 915

                  เงินคงคลังจากที่มีเพียง 21 , 320 ล้านบาท    เพิ่มเป็น 319 , 915 ล้านบาท                 

             อย่างนี้ครับ     เขาเรียกว่าเงินคงคลังที่เป็นเงินออมอย่างแท้จริง  รัฐบาลสมัยก่อนจะดีชั่วอย่างไรก็แล้วแต่จะคิดกัน   อย่างน้อยไม่เคยมีรัฐบาลไหนถลุงเงินภาษีของประชาชนอย่างเมามัน  ที่ซ้ำร้าย ยังใช้ระบบการตลาด โฆษณาหาคะแนนนิยมว่าเก่งกาจทางด้านเศรษฐกิจอีกต่างหาก

                    แต่ทุกอย่างก็หมดสิ้นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2539 เงินคงคลังล่าสุดเกือบ 4 แสนล้านบาทด้องนำมาใช้จนหมด    เราไม่ต้องโทษว่าเป็นความผิดของใคร  แต่ต้องคิดว่า ยังโชคดีที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้อุตส่าห์มีเงินออมสะสมไว้บ้าง        ไม่อย่างนั้นก็คงแย่กว่านี้

                    ถึงวันนี้    เป็นอย่างไรครับ

    เงินออมของประเทศนะไม่มีหรอก   เพราะช่วงที่เวลารัฐบาลเก็บภาษีได้มากกว่าที่ประมาณการ   มีเงินเหลือ   แทนที่จะเก็บออมไว้ใช้ในอนาคต   ก็ไปตั้งงบประมาณกลางปี   ถึงสองปีซ้อน ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ตอนนี้เงินออมของประเทศไม่มีครับ      เพราะฉะนั้นเลิกคุยเสียทีว่าบริหารเก่ง    เศรษฐกิจแข็งปึก

    สรุปว่ารัฐบาลยังไม่ถึงกับถังแตกครับ  แต่มีปัญหา  ขาดวินัยทางการคลัง  ไม่มีวินัยในการใช้เงินภาษีของประชาชน ทำให้บริหารเงินสดผิดพลาด

    เป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลจากนี้ไป  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม  จะต้องสำนึกอยู่เสมอว่าเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์คือเงินจากหยาดเหงื่อของประชาชน  ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินมาใช้ในการเพิ่มคะแนนนิยมให้กับตัวเองหรือพวกพ้องอย่างเด็ดขาด 

    ต้องวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อประโยชน์สูงสุดกับเจ้าของเงินครับ

    ขอบคุณท่านผู้อ่าน ที่ได้ติดตามและทนอ่านมาได้จนถึงวันนี้

      เก็บไว้ในใจมันกลุ้ม หาที่ระบายหน่อยครับ 

    ถ้าท่านต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงบกลางของคุณทักษิณ   
    คลิกได้ที่  : งบกลางของแผ่นดิน ไม่ใช่เงินส่วนตัวของนายกฯ

    ข้อมูล : กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

    Click to Download Printer Friendly Version

    กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
    www.korbsak.com