![]() |
![]() |
| |
|
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||
เป็นเรื่องเก่าแต่แปลกดี เพราะเป็นการขายหุ้นของคุณทักษิณให้กับบริษัทต่างชาติที่คุณทักษิณเป็นเจ้าของ อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีการไหลเข้าออกของจำนวนเงินจากการซื้อขายแต่อย่างใด ทำให้นึกถึงการขายหุ้นของคนในตระกูลชินวัตร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณพิณทองทา ชินวัตร ขาย 604,000,000 หุ้น เช่นเดียวกับคุณพานทองแท้ ชินวัตร ขาย 458,550,220 หุ้น ในขณะที่ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขาย 20,000,000 หุ้น และคุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และภริยา ขายรวมกัน 404,589,900 หุ้น รวมแล้วคนในตระกูลชินวัตร ขายหุ้นทั้งหมด 1,487,140,120 หุ้น หรือร้อยละ 49.595 ของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด เป็นการขายบนกระดานใหญ่ ขายครั้งนี้ มีมูลค่าสูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่ผมว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยก็เพราะว่าตระกูลชินวัตรถือหุ้นในบริษัท SHIN ไม่ถึงร้อยละ 49.595 ครับ เกิดเป็นประเด็นว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากไหน มีการซุกหุ้นไว้แล้วนำออกมาขายหรือเปล่า? ผลตรวจสอบบัญชีผู้ถือหุ้นที่ปรากฏเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 พบว่า คุณพิณทองทา ถือหุ้น SHIN 440,000,000 หุ้น ส่วนคุณพานทองแท้ ถือหุ้น SHIN 293,950,220 หุ้นเท่านั้น วันที่มีการแจ้งขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตามมติกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2549 นั้น รับทราบว่า คุณพิณทองทา ขายหุ้น 604,600,000 หุ้น มีหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 164,600,000 หุ้น ขณะที่คุณพานทองแท้ ก็ขายหุ้นไป 440,000,000 หุ้น เพิ่มจากที่มีอยู่เดิม 164,600,000 หุ้นเช่นกัน แสดงว่าบุตรชายและบุตรสาว ของคุณทักษิณ ได้ซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น (จากเดิมที่เคยได้รับจากบิดาและมารดา ) ในจำนวนเท่า ๆ กันคือ 164,600,000 หุ้น มูลค่ารวมประมาณ 12,600 ล้านบาทเศษ ได้เงินจากที่ไหนเพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม หรือว่าไม่ได้ซื้อ แต่ได้เพิ่มมาเพราะแอบซุกไว้ในชื่อของบุคคลที่สาม ย้อนกลับไปสักนิดหนึ่งครับ ที่ผมได้เกริ่นไว้ว่าคุณทักษิณได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไว้ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จินไอร์แลนด์ บริษัทชื่อ Ample Rich Investments Ltd ครับ บริษัทนี้ยังปรากฏว่าครอบครองหุ้น SHIN อยู่และจัดเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ปรากฏในบัญชีผู้ถือหุ้นโดยให้ธนาคารถือแทน ใช้ชื่อว่า UBS AG Singapore Bank-for A/C Ample Rich ครอบครองหุ้น SHIN จำนวน 329,200,000 หุ้น ตัวเลขช่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี เท่ากับจำนวนหุ้นที่บุตรสาว บุตรชาย คุณทักษิณได้เพิ่ม ในฐานะนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณจำเป็นต้องเคลียร์ตนเองจากข้อกล่าวหาที่อาจเกิดขึ้น ว่าคุณทักษิณและครอบครัวได้ซุกหุ้นไว้ในต่างประเทศ จำนวน 329,200,000 หุ้น หุ้นที่เพิ่มขึ้นของบุตรชายและบุตรสาว เป็นการนำหุ้นที่ให้ผู้อื่นถือแทน (Nominee) มาขาย และเป็นประเด็นที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนที่สำคัญคือ การซื้อขายครั้งนี้ จะต้องยืนยันว่ามีการชำระเงินทั้งหมด 7 หมื่นกว่าล้านบาทในประเทศเท่านั้น ไม่มีการชำระเงินค่าหุ้นไว้ในบัญชีต่างประเทศแต่อย่างใด อย่าลืมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ข้อหาร้ายแรง ขอร้องครับอย่าคิดว่าอย่างเก่งก็เสียเพียงค่าปรับ เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะอิจฉาริษยา แต่เมื่อมานั่งคิดว่าก่อนคุณทักษิณรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หุ้นทั้งหมดที่ครอบครัวถือครองมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายหลายๆ เรื่อง เช่นการลดภาษีนิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียน การแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริษัทเอไอเอส เสียค่าสัมปทานน้อยลงจากร้อยละ 25 เหลือเพียงร้อยละ 20 สำหรับโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ไปจนถึงการใช้กลไก BOI ยกเว้นภาษีโครงการดาวเทียม IPSTAR แม้กระทั่งการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ EXIM BANK แก่ประเทศพม่าสำหรับโครงการของ IPSATR รวมทั้งการเร่งรัดนำหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าตลาด ทั้งหมดเป็นการเพิ่มมูลค่าหุ้นของบริษัท Shin ทั้งสิ้น คุณทักษิณเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินไทยมหาศาล ประชาชนคนไทย 60 ล้านคน ไม่มีความสามารถและคงไม่มีใครมีความกล้าหาญ ที่จะทำอย่างคุณทักษิณ ถึงแม้วันนี้จะสายเกินไปแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเสียเลย ถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงกับประชาชนแล้วครับรายละเอียดบริษัท Ample Rich Investment |
||||||||||||||||||||||||||||||