ผ่ากระบวนการฟอกสัญชาติ ซีดาร์-
กุหลาบแก้ว
บริษัท
กุหลาบแก้ว
จำกัดตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อ พงส์ สารสิน
ตัวแทนฝ่ายไทยตัดสินใจลาออกจาก กรรมการ เมื่อวันที่ 9
มีนาคม ที่ผ่านมา ตามด้วยการประกาศเพิ่มทุนจาก 160
ล้านบาทเป็น 4,000 ล้านบาท หรือ 400 ล้านหุ้น เมื่อวันที่
10 เดือนเดียวกัน
การเพิ่มทุนครั้งนี้มีนัยสำคัญยิ่งต่อสถานภาพสัญชาติของ
บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป
ส่วนสำคัญอย่างไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน!!
มาดูที่การเพิ่มทุนของ บริษัท
กุหลาบแก้ว ก่อน การเพิ่มทุนครั้งนี้บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (บริวารของเทมาเสก) ซึ่งเดิมถือหุ้นอยู่ 49 %
ใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน สัดส่วนจึงลดลงเหลือ 29.9 %
โดยประมาณ ส่วน พงส์ สารสิน และ ศุภเดช พูนพิพัฒน์
ที่ถือหุ้นแทนให้ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม กลุ่มหนึ่ง
!!!!ไม่ได้ใช้สิทธิเพิ่มทุน สัดส่วนหุ้นจึงลดฮวบจาก 51 %
ลงเหลือแค่ 2.1 % เศษเท่านั้น
ทั้งนี้ทั้ง 2
กลุ่มเปิดทางให้นักธุรกิจไทยที่ชื่อไปกระฉ่อนใน มาเลเชีย
ชื่อ สุรินทร์ อุปพันธกุล หรือ ดาโต๊ะสุรินทร์
ๆเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนใหม่รวมทั้งสิ้น 272 ล้านหุ้น หรือ
68 % ของทุนจดทะเบียน
สรุปหลังการเพิ่มทุน บริษัท
กุหลาบแก้ว
มีคนไทยและคนสัญชาติไทยถือหุ้นรวมกันเกือบ 70 %
ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นไทยของบริษัทแห่งนี้ให้มั่นคงยิ่งขึ้นหลังถูกวิพาษ์กและจี้ให้
กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบสถานภาพสัญชาติในช่วงที่ผ่านมา
ต้นห่วงโซ่นิติกรรม
เหตุผลหลักที่ต้องเพิ่ม หุ้นคนไทยใน บริษัท
กุหลาบแก้ว เนื่องจากบริษัทดังกล่าว
คือ ห่วงโซ่แรกของโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ เทมาเสก
จัดวางและออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวแสดงความเป็นไทยตามกฎหมายหลังเทคโอเวอร์ชินคอร์ป
!!!!
ทำไมจึงระบุเช่นนั้น ?
หากเลาะโครงสร้างการถือหุ้นในกลุ่มบริษัทที่เทมาเสกจัดตั้งขึ้นมาแล้วจะได้คำตอบ
เริ่มจาก บริษัท
กุหลาบแก้ว
ซึ่งอยู่ต้นทางของโครงข่ายการถือหุ้นโยงและไขว้อันสลับซับซ้อน
บริษัทนี้ คือ 1ใน 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ซีดาร์ โฮลดิ้ง
บริษัทที่เทมาเสกจดทะเบียนตั้งขึ้นในไทยเพื่อทำหน้าที่ถือหุ้น
ชินคอร์ป คู่กับบริษัท แอสแพน โฮลดิ้ง
(บริษัทบริวารเทมาเสก ) โดยเดิมบริษัท
กุหลาบแก้ว
ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว อยู่ 41.1 % อีก 2 รายคือ
แบงก์ไทยพาณิชย์ 9.9% และ ไซเพรส โฮลดิ้ง อีก 49
%
ในส่วนของ บริษัท
กุหลาบแก้ว มีผู้ถือหุ้น 2
กลุ่มคือ กลุ่มของคนไทยที่มี นายพงส์ สารสิน
อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ บริษัท
ไทยน้ำทิพย์ และ ชินคอร์ป และ ศุภเดช พูนพิพัฒน์
ประธานกลุ่มธนชาต ถือหุ้นรวมกัน 51 % และบริษัท ไซเปรส
โฮลดิ้ง ถือหุ้นส่วนที่เหลือ 49 %
สัดส่วนหุ้นดังกล่าวบ่งชี้ว่า บริษัท
กุหลาบแก้ว
เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยตามกฎหมายแน่!!!
ความสำคัญของกุหลาบแก้วอยู่ตรงนี้
คือเมื่อเข้าไปถือหุ้นใน บริษัท ซีดาร์โฮลดิ้ง
และนับรวมกับหุ้นที่แบงก์ไทยพาณิชย์ถืออยู่
บริษัทที่ใช้ต้นสนเป็นชื่อก็จะมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นข้างมาก
ซึ่งตีความตรงตัวคือเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยตามกฎหมาย
เหตุผลที่ เทมาเสกทำทำโนนีซ้อนหลายชั้น
เชื่อว่าเพราะต้องการอำพรางการถือครองหุ้นชินคอร์ปของตนเอาไว้ไม่ให้เกินกฎหมายกำหนดจึงเล่นเล่ห์ด้วยการถือครองทางอ้อม
แต่ถึงรัดกุม แต่ทว่าเมื่อดูลึกลงในที่เนื้อในของ
กุหลาบแก้ว กับพบว่าบริคณห์สนธิของบริษัทแห่งนี้
มีข้อบังคับที่ออกประหลาดและแตกต่างจากเห็นๆกันมาในโลกธุรกิจ
อาทิ ระบุว่าหุ้นที่ถือในนามคนไทย พงส์-ศุภเดช
ซึ่งเป็นหุ้นบุริมสิทธิ์
และถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เสียงข้างมากแต่มีสิทธิออกเสียงได้ในสัดส่วน
10 หุ้นต่อ 1 เสียงแต่ หุ้นที่ถือในนาม บริษัท ไซเพรส
โฮลดิ้ง หรือผู้ถือหุ้นคนไทยมีสิทธิได้ปันผลแค่ 3 %
เป็นต้น
ข้อบังคับดังกล่าวตีความได้ว่า แท้จริงแล้ว บริษัท
กุหลาบแก้ว
ทีมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นข้างมากยังถูกควบคุมจากเครือข่ายของเทมาเสกหรือเป็นแค่โนมีอีกรายเท่านั้น!!
และเป็นประเด็นที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำหน้ายื่นต่อ
กระทรวงพาณิชย์ให้ตรวจสอบว่า บริษัท กุลหลาบแก้ว
ทำผิดตามพระราชบัญญัติ( พรบ.)
การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
มีรายงานข่าวว่า
จากการตรวจสอบเบื้องต้นของกระทรวงพาณิชย์พบว่า
บริษัทกุหลาบแก้ว มีแนวโน้มที่จะเป็นต่างด้าว ถ้า บริษัท
กุหลาบแก้ว เป็นต่างด้าว บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้ง และ
ซินคอร์ป ย่อมเป็นต่างด้าวด้วยเช่นกัน !!!
ถ้า ชินคอร์ป เป็นต่างด้าว
จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อธุรกิจในเครือซึ่งล้วนเกี่ยวพัน
กับสัมปทานของรัฐ ชินคอร์ป อาทิ บมจ.ชินแซทเทิลไล์ท
อาจถูกยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษี
บมจ.แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้เองในช่วง 2 สัปดาห์ทีผ่านมา
แกงค์เทมาเสกจึงวิ่งพล่านหาคนไทยมาร่วมทุนใน บริษัท
กุหลาบแก้ว แต่สถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ
และกระแสต้านสิงคโปร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
จึงไม่มีกลุ่มทุนไทยใดหาญกล้า และท้ายที่สุด เทมาเสก
ก็ไปคว้าเอา "ไทยโพ้นทะเล"
ดาโต๊ะสุรินทร์
คนไทยที่ไปใช้ชีวิตในมาเลเชียกว่าค่อนชีวิตมาร่วมทุน
ซึ่งเชื่อว่าคงจะมีการตรวจสอบอีกว่า เงินทุนของ
ดาโต๊ะผู้นี้ มาจากไหนถือสัญชาติอะไร ?
อย่างไรก็ดีนอกจาก บริษัท
กุหลาบแก้ว
ที่เพิ่มทุนแล้ว บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้ง เองก็เพิ่มทุนจาก
400 ล้านบาทเป็น 8,000 ล้านบาท หรือ 800 ล้านหุ้นเช่นกัน
!!!!
ซีดาร์ โฮลดิ้ง คือบริษัทที่ เทมาเสก
จดทะเบียนในไทยเพื่อถือหุ้นชินคอร์ปคู่กับ แอสแพน โฮลดิ้ง
รายแรกถือ 38.6 % ส่วนรายหลังถือ 11 % มี ผู้ถือหุ้นหลัก 3
รายคือ ไซเพรส โฮลดิ้ง ,กุหลาบแก้ว และ
แบงก์ไทยพาณิชย์ถือหุ้นในสัดส่วน 49% 41.1 % และ 9.9 %
หลังการเพิ่มทุนสัดส่วนหุ้นเปลี่ยนเป็น 46.55 % 43.16% %
และ 5.2 % ตามลำดับ
ตามข้อมูลข้างต้นแสดงว่า
ไซเพรส โฮลดิ้ง และ
ไทยพาณิชย์ ใช้สิทธิเพิ่มทุนไม่เต็มจำนวนเพื่อเปิดทางให้
กุหลาบแก้ว เข้าถือหุ้นใน ซีดาร์ โฮลดิ้ง เพิ่มขึ้น
เหตุผลก็คือเพิ่มความเป็นไทยใน ซีดาร์ โฮลดิ้ง
ให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก
พินิจตามข้อมูลข้างต้นหากมองเฉพาะ
สัดส่วนหุ้นในมือผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย
บริวารของเทมาเสกทั้ง บริษัท
กุหลาบแก้ว และ บริษัท
ซีดาร์โฮลดิ้ง
เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยอย่างไม่ต้องสงสัย!!
แต่ถ้าหากมองอีกมุมคำนวนจากหุ้นที่"ฝ่ายเทมาเสก"ถือทั้งทางตรงและอ้อมในกิจการบริวารอาจจะได้คำตอบที่แตกต่างออกไป
ตัวอย่าง บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้ง บริวารของเทมาเสก
ที่ถือหุ้นโดยในตรงใน บริษัท ซีดาร์โฮลดิ้ง และ
ถืออ้อมผ่าน บริษัท
กุหลาบแก้ว ในส่วนที่ถือโดยตรงคือ
46.55 % ส่วนที่ถือทางอ้อมผ่าน บริษัท
กุหลาบแก้ว นั้น
ถ้าคำนวนจากเม็ดเงินลงทุนที่ บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้ง
ใส่ลงไปใน บริษัท กุหลาบแก้ว ประมาณ 1,196
ล้านบาทแปลงออกเป็นจำนวนหุ้น บริษัท ไซเพรส โอลดิ้ง
น่าจะถือหุ้น บริษั่ท ซีดาร์โอลดิ้ง ทางอ้อมอีก 12.85 %
เท่ากับว่า บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้ง ถือหุ้นใน บริษัท
ซีดาร์ โฮลดิ้ง ทั้งทางตรงและอ้อมรวมกัน 59.4 %
บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้ง
ไม่ได้ถือสัญชาติไทยเมื่อกุมหุ้นข้างมากในบริษัท
ซีดาร์โฮลดิ้ง
บริษัทนี้จึงไม่ใช่"นิติบุคคลสัญชาติไทย"
เช่นเดียวกับ บริษัท ซีดาร์โฮลดิ้ง
คือผู้ถือหุ้นใหญ่ ใน ชินคอร์ป หลังเทนเดอร์ออฟเฟอร์
(ซื้อหุ้นจากรายย่อย) มีสัดส่วนหุ้นในมือถึง 51.98 %
ซึ่งหมายความว่า ชินคอร์ป ณ
เวลานี้ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนสัญชาติไทยเหมือนในอดีตอีกแล้ว
ผลจากการผูกโยงข้างต้นเท่ากับว่าการที่เทมาเสกดึงกลุ่ม
ดาโต๊ะสุรินทร์
เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมทุนเพื่อฟอกสัญชาติชินคอร์ปให้เป็นไทยยังไม่บรรลุเป้า
ในสถานการณ์เช่นนี้กองทุนยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์
เหลือเพียงทางออกเดียวคือ ลดสัดส่วนหุ้นของตนลงมาอีก
และที่สำคัญคือต้องหาพันธมิตรสัญชาติไทยเพิ่มขึ้นอีก
ฐานเศรษฐกิจ 19 มี.ค. - 22 มี.ค. 2549
|