22 สิงหาคม 2549

เช้าวันศุกร์ของวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549   มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 50 คน เรียกกลุ่มตนเองว่า  “ชมรม 30 บาทรักษาทุกโรค”  ได้มารวมตัวกันหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์อ่านแถลงการณ์แล้วสรุปได้ว่า  ต้องการประท้วงและกล่าวหาคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ว่าเยียบย่ำภาษาไทย   ดูถูกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค      เพราะพรรคพรรคประชาธิปัตย์ เขียนข้อความเกี่ยวกับโครงการไว้ที่ขั้นบันใด   แล้วเดินข้ามไปข้ามมา 

ต้องเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง  เห็นไหมครับว่าการเมืองช่างเป็นเรื่องแปลกเสียเหลือเกิน เวลาเราขับรถบนถนน มีข้อความเขียนไว้บนพื้นถนน   ห้ามเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย หยุดรอ  แม้กระทั่งเวลาท่านผู้อ่านก้าวขึ้นลงรถ BTS   ก็จะมีตัวหนังสือเขียนบนทางขึ้นลง อยู่ทั่วไป   ไม่มีใครด่าว่าใคร ว่าดูถูก เหยียบย่ำ ภาษาไทย   พอพรรคประชาธิปัตย์ขยับตัวไม่ว่าจะทำอะไร   จะมีการสร้างกระแส กล่าวหาพรรคเสียๆ หายๆ              แต่เมื่อเป็นพรรคการเมืองก็ต้องทำใจครับ  พอได้ยินว่ามีคนไม่เห็นด้วย เจ้าหน้าที่พรรคก็รีบนำตัวหนังสือนั้นออกทันที

                ที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังก่อน  เพราะต้องการให้เห็นว่าโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคนั้น มีคนชอบและถูกใจกันพอสมควร   จึงมีการกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะยกเลิกโครงการนี้ แม้กระทั้งทีมเศรษฐกิจของไทยรัฐยังใช้ตัวใหญ่เขียนในบทความว่า  “ที่จะเป็นปัญหาก็คือ ถ้ายกเลิก 30 บาท จะต้องกลับไปสู่ระบบเดิมที่คนไม่มีเงินจ่ายจริงๆ เท่านั้นจะได้รับการรักษาฟรีหรือไม่”

                อ่านกี่รอบ ๆ ก็ไม่เข้าใจว่า ทีมเศรษฐกิจต้องการสื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่าอย่างไร  กำลังบอกว่า นโยบาย ปชป.จะยกเลิก โครงการ 30 บาท?  หรือ กลับไปเหมือนเดิม!   เหมือนเดิมคือคนจนรักษาฟรี      คนมีจ่ายหรืออย่างไร

                ผมขออนุญาตชี้แจงรายละเอียด นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของพรรคว่าแท้ที่จริง เป็นอย่างไร

                ถ้าจะแบ่งสังคมของเราออกเป็นกลุ่ม   โดยวัดจากรายได้ของครอบครัว   อาจแบ่งง่ายๆ ได้เป็น 3 กลุ่มคือ 

ก.      สังคมที่ครับครัวมีรายได้น้อยคือยากจน (เกษตรกร,ลูกจ้าง)

ข.      สังคมที่ครอบครัวมีรายได้ปานกลาง (ลูกจ้าง , ข้าราชการ)

ค.      สังคมที่ครอบครัวมีรายได้สูง  (ลูกจ้าง, นายจ้าง,ข้าราชการ,เจ้าของกิจการ)

 ก+ข+ค คือจำนวนประชากรของเรา  รวมแล้วกว่า 60 ล้านคน นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ย่อมหมายความว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องมีหลักประกันสุขภาพทั่วถึง ทุกคนทุกครอบครัว        ซึ่งเมื่อแบ่งเป็น 3 กลุ่มแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มสุดท้ายพอจะมีฐานะและกลุ่มรองลงมา  คือ ลูกจ้าง  มีกองทุนประกันสังคมดูแลอยู่  ส่วนข้าราชการนั้น รัฐก็มีสวัสดิการด้านรักษาพยาบาลอยู่แล้ว   จึง ถือได้ว่าเป็นกลุ่มสังคมที่มีหลักประกันค่อนข้างจะดีพอสมควร     ที่เป็นปัญหา หนีไม่พ้น กลุ่มแรก     คือผู้มีรายได้น้อยหรือยากจน  กลุ่มนี้มีอยู่ด้วยกันเกือบ 40 ล้านคนครับ

                เราจะดูแลเขาเหล่านี้อย่างไร?

                รัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่มีทางเลือก ต้องเข้ามาดูแล และต้องใช้เงินงบประมาณ จำนวนมากทุกๆปี       อย่าไปพูดเรื่อง 30 บาท กันเลยครับ   เก็บหรือไม่เก็บ ค่าเท่ากัน เป็นเรื่องของการตลาดที่กำหนดตัวเลขให้ดูตื่นเต้นเท่านั้นเอง

                ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเงินไม่พอ และจะไม่มีวันพอ  วันนี้เรากำลังพูดกันว่า 2,000 บาทต่อหัว      แล้วพรุ่งนี้ ล่ะครับ  ปีหน้า  และปีต่อ ๆ ไป  ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ

                การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแต่ว่า  เมื่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้พิจารณาแล้ว   และมีแผนจะเพิ่มเงินให้ในปี 2550 เป็น 2,089 บาทต่อหัว  ตามที่ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐอ้างถึง  แล้วทุกอย่างจะจบ    ไม่ใช่ครับ  ปี 2550 อาจจะพอ    ปี 2551  ปี 2552  หรือ อีก 3 – 5 ปี หน้า  จะหาเงินจากงบประมาณจากไหนมาเพิ่มครับ

                ถ้าคิดให้ครบทั้งระบบจริงและต้องการแก้ไขปัญหาให้ดีแล้ว     พรรคเสนอแนวทางอย่างนี้ครับ

1.       ไม่ควรจะเก็บ 30 บาทอีกต่อไป  ยุ่งยากเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการบริหาร  ไม่คุ้มค่า

2.       บัตรทอง ไม่ต้องใช้      มีบัตรประชาชนก็เพียงพอแล้ว   ขอให้เป็นคนไทยก็แล้วกัน  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องของบัตรทอง

3.     ส่วนกลางคือรัฐบาลต้องจัดสรรเงินงบประมาณไม่เฉพาะแค่ค่ารายหัวเท่านั้น  แต่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการป้องกันสุขภาพมากกว่า ที่จะรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา

ทำอย่างนี้ครับ

3.1   ลดจำนวนผู้ใช้บริการให้น้อยลง         ให้กองทุนประกันสังคมให้สิทธิสมาชิกและครอบครัว  ได้สิทธิใช้กองทุนประกันสังคม        (อย่าลืมว่าเงินกองทุนนั้น  รัฐบาลมีส่วนสมทบให้จำนวนหนึ่งด้วย)     เมื่อลดจำนวนผู้ที่ใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว (ประมาณ  6 ล้านคน)  ตัวเลขค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อหัวจะไม่เพิ่มขึ้น หรือเมื่อเพิ่มขึ้น  รัฐก็ยังสามารถรับภาระได้ไปอีกระยะหนึ่ง  โดยไม่ต้องเพิ่มเกินไปกว่า 2,000 บาท ต่อหัว เท่าใดนัก

3.2   แต่ละหมู่บ้านจะมี อสม. ประจำทุกครอบครัว  โดย อสม.เข้าตรวจเยี่ยมทุกหลังคาเรือน  เพื่อตรวจสุขภาพและทำประวัติสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว

3.3    แต่ละหมู่บ้านจะมีแพทย์เข้าเยี่ยมทุกหมู่บ้าน เดือนละ 1 ครั้ง

3.4   จัดงบประมาณสนับสนุนปีละ 10,000 ล้านบาท (เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับหมอ พยาบาล อนามัย อสม.  เพราะมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้นตามนโยบายนี้)

3.5   จัดงบประมาณให้ท้องถิ่นสนับสนุนเพื่อเพิ่มปริมาณบุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาลที่กำลังขาดแคลนอย่างเต็มความสามารถ

                นโยบายแบบนี้เรียกว่าประชานิยมหรือไม่  ผมว่าจะเรียกว่าอะไรไม่สำคัญ   ความจริงที่ต้องยอมรับคือ เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย     ถ้ารัฐไม่ดูแล  ควบคุมและบริหารให้ดี  จะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต  ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไม่เคยลดลง  มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปี

                อย่าไปกังวลว่าใครของแท้  ใครของเทียมเลย  ขอให้เชื่อใจได้ว่านโยบายพรรคประชาธิปัตย์  ไม่ใช่เพียงแต่จะมีไว้ใช้หาเสียง  หาคะแนน เท่านั้น  เราได้เห็นปัญหาและได้เคยนำเสนอเจ้าของนโยบาย 30 บาท  มาเกือบทุกโอกาสที่จะทำได้  วันนี้คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา  เพื่อให้ประชาชนที่ด้อยโอกาส  ได้รับการคุ้มครองจากนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ  พูดสั้น ๆ ว่า “ได้ยาดี  มีคุณภาพ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย”      สนองตอบแนวความคิดที่ว่า  “ประชาชนต้องมาก่อน”

อ่านบทความ : นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ในสายตา ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ

Download : สมุดบันทึกสุขภาพ ประจำครอบครัว

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
www.korbsak.com