วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550

ตัวเลขออกมาแล้วครับ   170,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขผลขาดทุนทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับปี พ.ศ. 2549   อยากรู้ว่าเงินจำนวนนี้มากแค่ไหน เปรียบได้ว่าเงินนี้มากพอที่จะนำไปใช้ในการสร้างอาคารพักผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ และ ถ้าไม่มีการโกงกิน   น่าจะมีเงินทอนเหลือพอที่จะสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพิ่มได้อีกหนึ่งสาย

อ่านข้อสรุปท้ายการชี้แจงของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ แล้วน่าใจหายครับ

“ผลการขาดทุนดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด ธปท. ยังคงสามารถทำหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินได้ต่อไป ”

แน่ใจและมั่นใจใช่ไหมครับ   

การขาดทุนที่เกิดจากผลของนโยบายปกป้องค่าของเงินบาทหรือนโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก  และก็จะไม่เป็นครั้งสุดท้าย   ตราบใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังอยู่ในโหมดที่เชื่อว่าตนเองมีความสามารถที่จะรักษาระดับค่าของเงินบาทได้

ผมได้เคยพูดไว้ว่า  อาจถึงเวลาที่คนของแบงค์ชาติ (บางท่าน ) ต้องปรับความคิดของตนเอง ต้องเข้าใจสภาพตลาด  ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   หลายประเทศเขายอมแพ้และยอมรับความเป็นจริงกันแล้วว่า  นโยบายปกป้องค่าเงินที่สวนกับสภาพความเป็นจริง  ทำได้ยากขึ้นทุกวัน  และมีค่าใช้จ่ายสูง  ครั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุนอย่างน้อย 170,000 ล้านบาท

ข่าวที่รายงานจากสื่อระบุด้วยว่า  ท่านรองผู้ว่ากล่าวว่า  “เรื่องกำไร – ขาดทุน ไม่ใช่สิ่งสำคัญ”     ผมหวังว่าสื่อคงจะลงข้อความผิด ท่านรองคงจะไม่ได้พูดอย่างนั้น  เพราะความคิดว่ากำไร ขาดทุน ไม่สำคัญ     ต้องเลิกกันได้แล้ว   ไม่สำคัญได้อย่างไร   กองทุนฟื้นฟูของแบงค์ชาติถลุงเงินไปประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท สนองนโยบายสถาบันการเงินล้มไม่ได้  จำได้ไหมครับ   หรือการปกป้องค่าเงินครั้งที่เศรษฐกิจล่มสลายเมื่อปีพ.ศ. 2540 แบงค์ชาติใช้เงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจนหมดหน้าตัก   เกิดการขาดทุนจนผู้ว่าการในขณะนั้นถูกฟ้อง  เรียกเงินค่าเสียหายคืนให้กับรัฐ    เหตุการณ์ผ่านมาไม่นาน  ลืมกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร

ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นทุกครั้งจากการบริหารของแบงค์ชาติ   ผู้ที่รับผิดชอบ  มักจะอ้างว่าเป็นตัวเลขทางบัญชีบ้าง  เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้บ้าง    ท้ายที่สุดเมื่อต้องชดใช้ค่าเสียหาย   หนีไม่พ้น  ต้องมาลงเอยที่เงินภาษี เงินงบประมานของแผ่นดินทุกครั้ง    เถียงผมหน่อยซิ   ว่าไม่จริง

ปกป้องค่าเงินมีค่าใช้จ่ายสูง  อธิบายให้พอเข้าใจได้อย่างนี้ครับ

1.  แบงค์ชาตินำเงินบาทมาซื้อเงินดอลล่าร์ เพื่อกดดันไม่ให้เงินบาทปรับค่าสูงขึ้น  กระบวนการทำธุรกรรมนี้ คือการซื้อ spot และ ทำ swap  เรียกรวมกันว่า การทำ forward ขอไม่ลงในรายละเอียด  เข้าใจยาก   แต่กรรมวิธีดังกล่าวทำให้แบงค์ชาติสะสมเงินดอลล่าร์สหรัฐเพิ่มขึ้น    ตามรายงาน  ปี 2549 ได้เงินสำรองเพิ่ม 15 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ   เมื่อค่าเงินบาทเปลี่ยน  ตัวเลขขาดทุนจึงเกิดขึ้น

2.  ตามกระบวนการของข้อ 1.  ทำให้เงินบาทในระบบมีมากขึ้น    เงินบาทล้นระบบ  ต้องดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบ     แบงค์ชาติต้องออกพันธบัตร  เสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย  ขาดทุนของจริง  ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชี

เห็นได้ว่า  การขาดทุนหลีกเลี่ยงยาก  คุ้มหรือไม่ ควรใช้นโยบายปกป้องค่าเงินหรือไม่    ปกป้องแล้วได้ผลหรือไม่    ทั้งหมดเป็นการวัดกึ้น   วัดความสามารถของผู้บริหารแบงค์ชาติทั้งสิ้น

ความจริงไทยเราไม่ใช่หลงงมงายปกป้องค่าเงินแต่เพียงประเทศเดียวหรอกครับ   หลายประเทศในเอเชีย    ใช้แนวทางเดียวกัน   คือพิมพ์เงินสกุลของตนเองแล้วนำมาซื้อเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ     ประเทศจีน  ประเทศญี่ปุ่น  ทำกันทั้งนั้น

 ที่น่าสนใจคือบางประเทศ  ยิ่งทำ ยิ่งกำไร     ตัวอย่างที่มีให้เห็นคือประเทศจีน   วันนี้จีนมีเงินสำรองสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เห็นตัวเลขแล้วท่านผู้อ่านคงเดาว่า   ธนาคารชาติของจีนคงจะขาดทุนย่อยยับจากปฎิบัติการปกป้องค่าเงิน   ผิดครับ

วันนี้ธนาคารกลางของประเทศจีน มีผลกำไรประจำปีสูงกว่าธนาคารพานิชย์ทั่วไป  Citi Group หรือ Bank of America  มีผลกำไรประจำปีประมาน 21,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ     ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศจีน มีกำไรสูงถึง  29,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ  

ธนาคารกลางของประเทศจีนมีวิธีบริหารเงินสำรองอย่างมีประสิทธิภาพ  การปกป้องค่าเงินทำให้ธนาคารขาดทุน ประมาน 26,000 ล้านหยวน     ค่าใช้จ่ายในการดูดซับสภาพคล่องจากระบบอีกประมาณ 90,000 ล้านหยวน รวมขาดทุนเป็นเงิน 116,000 ล้านหยวน    แต่เมื่อนำมารวมกับรายรับที่เกิดจากดอกเบี้ยที่มีอยู่สูงถึง  343,000 ล้านหยวน ทำให้มีผลกำไรสุทธิถึง    227,000    ล้านหยวน   หรือ   ประมาน 29,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ   (รายละเอียดอ่านได้จากบทความตีพิมพ์ใน The Economist  ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2550 ครับ )

ผมนำเรื่องของธนาคารกลางของประเทศจีนมาเปรียบเทียบ   อาจไม่เป็นธรรมกับธนาคารแห่งประเทศไทย    เพราะเงินหยวนของจีนยังไม่ลอยตัว  อัตราดอกเบี้ยของเงินหยวนก็ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ  ทำให้บริหารไม่ยาก   แต่ที่ต้องนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบเพราะต้องการที่จะบอกว่า   กำไร ขาดทุน เป็นเรื่องสำคัญ 

การปกป้องค่าเงินบาทในครั้งนี้นอกจากจะทำให้แบงค์ชาติขาดทุนอย่างน้อยถึง 170,000 ล้านบาทแล้ว   ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบายควบคุมเงินทุนไหลเข้า   โดยเฉพาะความเสียหายของผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์   มีมากมายมหาศาล   ลุกลามไปถึงความรู้สึกของนักลงทุนต่างประเทศ   ที่นำนโยบายนี้ไปผูกกับปรัชญาการดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง อย่างผิดๆ  

เป็นการบ้านที่ผู้บริหารแบงค์ชาติต้องคิดให้หนัก  ผมมีความเห็นว่าถึงเวลาที่ท่านต้อง ช่วยรัฐบาล   ช่วยท่านนายก  ยกเลิกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าได้แล้วครับ  ใช้มาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย  เร่งเปิดเสรีการนำเงินออกนอกประเทศเพื่อใช้ในการลงทุนของนักธุรกิจ  นักลงทุนไทย    ท่านไม่มีเวลาที่จะรอต่อไปอีกแล้ว  ตัดสินใจวันนี้  เดี๋ยวนี้  ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ครับ.

[ เข้าหน้าหลัก ]


korbsak.com
กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ