วันที่ 5 เมษายน 2550

“บกพร่องโดยสุจริต”   จำกันได้ไหมครับ   ประโยคเด็ดจากปากของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ในคดีซุกหุ้น ครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกจับได้ว่าแอบนำหุ้นของบริษัทชินไปซุกไว้ในชื่อของคนสวน  คนรถ และคนรับใช้ในบ้าน  และไม่แจ้งข้อมูลของทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ในบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน  ที่นักการเมืองทุกคนต้องยื่นต่อ ปปช. 

ตรวจสอบทุจริต
คลิกเพื่อดูเอกสารฉบับเต็ม

        “ซุกหุ้นภาคสอง  เป็นเรื่องไร้สาระ”  นี่ก็เป็นอีกคำพูดหนึ่ง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   เมื่อถูกกล่าวหาว่าได้นำหุ้นชินจำนวน 329 ล้านหุ้นไปซุกไว้กับบริษัทต่างประเทศที่ทุกคนรู้จักกันดี  ในนามว่าบริษัทแอมเพิลริช อินเวสเมนต์  ลิมิเต็ด

            ผมได้ตั้งข้อสังเกตุความผิดปกติของการซิ้อขายหุ้นระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และบริษัทแอมเพิลริช อินเวสเมนต์  ลิมิเต็ด ไว้ในหนังสือ ใครว่าคนรวยไม่โกง   ฉบับ " เรื่องจริง "  และ ฉบับ  " ผมผิดด้วยหรือ " และต่อมาได้มีหนังสือถึง ปปช.ให้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย

   

“.............ตอนที่มีเรื่องคดีซุกหุ้นเกิดขึ้น กลต.มีความจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบ พบว่าบริษัท Ample Rich Investments Limited  ที่ผมเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นให้บริษัทข้ามชาติบริษัทนี้ ปรากฎตามทะเบียนหุ้นว่าบริษัทนี้กลายเป็นบริษัทที่  คุณทักษิณถือหุ้นไว้ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ !!!

 ฟังดูแล้วแปลกดีครับ คุณทักษิณขายหุ้นตัวเองให้กับบริษัทที่ตัวเองถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ

คำถามที่ไม่มีคำตอบ และไม่มีใครรู้ได้นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ คือ

1.   ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณต้องไปตั้งบริษัทไว้ที่หมู่เกาะ BVI ครับ ?

2.   ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณต้องใช้บริษัทนั้นมาซื้อหุ้นของตัวเอง ?

3.   พ.ต.ท.ทักษิณใช้เงินที่ไหนในการซื้อหุ้นของตัวเองในครั้งนั้น ?

ประเด็นสำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะผู้ขาย รับเงินการซื้อขายนี้แล้วนำเข้ามาในประเทศ หรือเปล่า เอาไปไว้ที่ไหนครับ  หรือในฐานะของผู้ซื้อ นำเงินที่ไหนมาซื้อหุ้นจำนวนนี้ 

ที่มา : หนังสือใครว่า.. คนรวยไม่โกง ฉบับ (เรื่องจริง) ธันวาคม 2547 

   

“.............ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ ถ้าไม่มีการจ่ายเงิน กลายเป็นการซื้อขายทางบัญชี  ถ้าเป็นในรูปแบบนี้ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้ เจ้าหนี้ครับ เอาละซิ  ผู้ขายชื่อ ทักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีการบันทึกรายการเป็นเจ้าหนี้จากการขายหุ้นให้บริษัท Ample Rich ปรากฎในบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินที่ยื่นต่อ ปปช. 

ปปช.  มีคณะกรรมการเรียบร้อยเมื่อใด  กลายเป็นคดีซุกหุ้นภาคสองทันที 

แก้ปัญหานี้ได้ครับ  นำหลักฐานแสดงการรับเงินจากการขายหุ้นให้บริษัท Ample Rich มาแสดงให้สาธารณะชนทราบ ดีไหมครับ?

ที่มา : หนังสือใครว่า.. คนรวยไม่โกง ฉบับ(ผมผิดด้วยหรือ)  สิงหาคม 2549 


                วันนี้ปรากฎหลักฐานเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า  มีการซื้อขายหุ้นจริง และมีการชำระเงินจริง    ไม่แปลกใจมากนักเมื่อผลสอบปรากฎออกมาว่า คุณหญิงพจมาน  ชินวัตร  คือบุคคลที่ได้ชำระเงินค่าหุ้นจำนวน 329 ล้านบาทแทนบริษัทแอมเพิลริช  ผู้ซื้อ

                ทราบต่อมาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ชำระหนี้ก้อนนี้  โดยได้จ่ายเงินให้ภรรยาตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เท่ากับเป็นการชำระหนี้แทนบริษัทแอมเพิลริช

                สรุปได้ว่าบริษัทแอมเพิลริช ได้ยืมเงินคุณหญิงพจมาน  จำนวน 329 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าหุ้นให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และต่อมาบริษัทแอมเพิลริชก็ได้ยืมเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ  เพื่อนำไปใช้หนี้ให้กับคุณหญิงพจมาน  ชินวัตร          ยุ่งดีไหมครับ

                ซุกหุ้นภาคสองแปลความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ คุณหญิงพจมาน ไม่ได้แสดงฐานะความเป็นเจ้าหนี้  (ลูกหนี้ คือ บริษัทแอมเพิลริช )  ไว้ในบัญชีทรัพย์สินหนี้สินที่ต้องยื่นต่อ ปปช. ก่อนรับตำแหน่งทางการเมือง     ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเมื่อครั้งปี 2544   ปี 2548 หรือปี 2549 แต่อย่างใด 

                ถือได้ว่าเป็นบทอวสานทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หวังไว้ว่าครั้งนี้ คำว่า  “บกพร่องโดยสุจริต”  จะไม่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ  หลุดพ้นจากการกระทำที่เรียกได้ว่าเป็นการซุกหุ้นภาคสองได้อีก ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องซ้ำรอยเสมอไป 

                ซุกหุ้นภาคสอง  จึงไม่ใช่เรื่องที่ไร้สาระต่อไปอีกแล้ว 

                ดูที่บทลงโทษกันครับ 

มาตรา ๒๙๕        ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่น ตามมาตรา ๒๙๒ หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง  

เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙๗ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม 

                นั้นเป็นเรื่องของจริยธรรมของนักการเมือง ที่ต้องมีมาตรฐานสูงกว่าชาวบ้านธรรมดา  ต้องเปิดเผย โปร่งใส หมกเม็ดไม่ได้

             กลับมาดูเรื่องของเงิน        เรื่องของภาษีกันต่อ

                ขบวนการตรวจสอบการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินนอกตลาด    เริ่มจะเห็นเป็นรูป เป็นร่างมากขึ้น 

                บุตรชาย และบุตรสาว ของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ซื้อหุ้นในราคาทุนจากบริษัทแอมเพิลริช    ถึงวันนี้ยากครับ ที่จะหลีกเลี่ยงไม่จ่ายเงินค่าภาษี    คาดได้ว่าคงต้องเสียไม่น้อยกว่า  5 - 6  พันล้านบาท 

                 เรื่องภาษียังไม่จบง่าย ๆ ครับ  ยังมีประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตาม นั่นคือกำไรที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของบริษัทแอมเพิลริช

                บริษัทแอมเพิลริช ยืมเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อนำไปลงทุนซื้อหุ้นชิน และครอบครองหุ้นชินไว้นานกว่า 5 ปี วันที่บริษัทขายหุ้นชินให้กรรมการ   บริษัทได้แจ้งว่าเป็นการขายหุ้นในราคาทุน   คือในราคาหุ้นละ 1 บาท  ขณะที่ราคาหุ้นของชินมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในวันนั้น อยู่ที่ 47.25 บาทต่อ 1 หุ้น 

                ท้ายที่สุดกรมสรรพากรจะใช้ราคาหุ้นที่เป็นราคาซื้อขายในตลาด  คือ  47.25  บาท มากกว่าที่จะยอมรับราคาที่บริษัทแจ้งว่าขายให้กับกรรมการเพียง 1 บาทต่อ 1 หุ้นในการคำนวณรายได้ของบริษัทแอมเพิลริช เพื่อนำมาคิดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ

                บริษัทแอมเพิลริชขายหุ้นจำนวน 329 ล้านหุ้น จึงน่าจะได้กำไรหุ้นละ 47.25 – 1.00  =  46.25 บาท  คูณด้วย 329  ล้านหุ้น คิดเป็นเงิน 15,216 ล้านบาท   กำไรล้วน ๆ ครับ      กำไรนี้ต้องเสียภาษีร้อยละ 30   คือประมาณ    4,500  ล้านบาท 

                บริษัทแอมเพิลริช ไม่มีตัวตน  ไม่มีเงิน   หนี้ที่กู้จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้เมื่อ 6-7 ปี ก่อน ไม่รู้ว่ามีปัญญาชำระหรือไม่     บริษัทแอมเพิลริชกำลังจะถูกเรียกเก็บภาษีอีก 4,500 ล้านบาท 

                เรื่องนี้กรรมการของบริษัทหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้    กรรมการของบริษัทแอมเพิลริช
ชื่อ  พานทองแท้ และพิณทองทา ชินวัตร ครับ
.

[ เข้าหน้าหลัก ]


korbsak.com
กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ