![]() |
![]() |
|
| |
|
|
|||||||||||||||||||||
|
ต้องขอโทษท่านผู้อ่าน ตั้งใจไว้ว่าจะเล่าเรื่องบริหารความมั่งคั่งให้จบเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแต่เผอิญมีเรื่องปวดหัวของนายเคน เอเดอร์แมนมาคั่นเวลาเสียก่อน เรื่องของนายเค็น รัฐบาลคงจะจัดการได้ครับ คุยเรื่องของเราที่ค้างกันไว้ดีกว่า
มหาเศรษฐีจะซุกซ่อนเงินไว้อย่างไร ที่ไหน
ในนามใคร ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านอย่างเราๆหรอกครับ เพราะธุระไม่ใช่
ถ้าสมบัติของเขาได้มาจากหยาดเหงื่อของตนเองหรือครอบครัว แต่ถ้าสมบัติ จะจับให้ได้ ไล่ให้ทัน ต้องเข้าใจในวิธีการซุกสมบัติเป็นเบื้องต้นก่อนครับ สมัยก่อนทำกันอย่างง่ายๆเช่น ถ้าเป็นเงินฝากธนาคารหรือหุ้นก็มักจะใส่ไว้ในชื่อของคนใกล้ชิดที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ญาติใกล้ตัวไม่ค่อยจะเหมาะ ตามง่าย เราจึงได้เห็นคนสวน คนรถ คนรับใช้ในบ้าน พากันร่ำรวยมีทรัพย์สมบัตินับร้อยนับพันล้าน ซุกสมบัติวิธีนี้เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ไม่ปลอดภัย ถูกจับง่าย ตัวอย่างมีให้เห็นกันอยู่แล้ว ซุกสมบัติรูปแบบใหม่ใช้วิธีจัดตั้งเป็นทรัสต์ ซึ่งก็ไม่ผิดกฎหมายตรงไหน มหาเศรษฐีจัดตั้งทรัสต์กันเกือบจะทั้งนั้น เพราะการจัดตั้งเป็นทรัสต์เพื่อใช้ในการครอบครองทรัพย์สมบัติทำให้มีความคล่องตัวในการทำธุรกรรมมากกว่าที่จะใส่ไว้ในชื่อของตนเอง ข้อดีอีกอย่างคือ ไม่มีทางจะรู้เลยว่าใครคือเจ้าของหรือผู้รับประโยชน์ตัวจริง การตั้งทรัสต์ไม่ใช่ทำกันเฉพาะในหมู่มหาเศรษฐีเท่านั้น พวกโกงบ้านโกงเมืองก็ริเริ่มหาผลประโยชน์ในแนวนี้เหมือนกัน สมัยก่อนกินเปอร์เซ็นต์ สมัยนี้กินยาว ใช้วิธีจัดตั้งเป็นทรัสต์แล้ว เข้ามาในรูปบริษัทต่างชาติ เพื่อสวมรอยเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ เรียกว่ากินกันยาวเป็น 10 ปี 20 ปีทีเดียว มีตัวอย่างให้ดูกันครับ ท่านผู้อ่านจำเรื่องเกี่ยวกับบริษัทไทยแอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด หรือแท็กส์ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างของผู้ถือหุ้นได้ไหมครับ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน นำคำสัมภาษณ์ของอดีตรัฐมนตรีมาให้อ่านเพื่อทบทวนความจำกันเล็กน้อย "พงษ์ศักดิ์" ยันแท็กส์แค่รับจ้างบริหารเขตปลอดอากรสุวรรณภูมิ ระบุปัญหาโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นหน้าที่ทอท.ต้องตรวจสอบเอง พบคนไทยโผล่ถือหุ้น "โฟรบิเชอร์" ในสิงคโปร์ 50,000 หุ้น เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแท็กส์ถึง 48.5% ....... ข่าวว่าคนไทยคนนั้นชื่อ คุณเรวดี จันทวิช แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบทางลึกจะเห็นว่าหุ้นนั้นอยู่ในรูปแบบของทรัสต์ ซึ่งแน่นอนว่ายากเหลือเกินที่จะตรวจสอบว่าไอ้โม่งหรืออีโม่งเจ้าของหุ้นตัวจริงคือใคร
เชื่อผมหรือไม่ว่าถึงวันนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบว่าใครคือหุ้นส่วนของรัฐบาลใน นี่คือตัวอย่างของการซุกหุ้นในรูปแบบของทรัสต์ เป็นการซ่อนตัวมาในรูปแบบของนักลงทุนจากต่างประเทศ ความจริงตัวอย่างนี้อาจไม่ตรงกับเนื้อหาที่กำลังคุยกันเท่าไหร่นัก เพราะวิธีนี้เป็นการแอบเข้ามาหากินกับโครงการของราชการ ไม่ใช่การลงทุนของมหาเศรษฐี ได้เล่าให้ฟังไว้ในเบื้องต้นว่า มหาเศรษฐีส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานของความประหยัด หรือภาษาแบบเราๆ คือ ค่อนข้างจะงก ซ่อนเงินไว้อย่างเดียวไม่พอ ไม่ได้ดอก ได้ผล มหาเศรษฐีจึงอดไม่ได้ที่จะนำเงินเหล่านี้ออกมาทำประโยชน์ ตรงนี้แหละครับที่เราต้องสร้างระบบป้องกันไม่ให้เงินที่มีจำนวนมหาศาลนี้ นำมาลงทุนแบบเอารัดเอาเปรียบนักลงทุนทั่วๆไป ที่ผมสังเกตุเห็นแต่ยังจับไม่ได้จะๆ คือการจัดตั้งบริษัทนอกชายฝั่งที่ผมเรียกว่าบริษัทออฟชอร์แล้วใช้ชื่อบริษัทเหล่านี้เป็นหน้าฉากในการเข้าครอบครองหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดและอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่คุ้นๆกันมากคือบริษัทวินมาร์ค บริษัทนี้เข้ามาลงทุนโดยซื้อหุ้นจากมหาเศรษฐีของไทยที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น อีกครั้งหนึ่งที่เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าใครคือนักลงทุนที่พ.ต.ท.ทักษิณติดต่อด้วย มีตัวตนจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ มีอีกรูปแบบหนึ่งครับที่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยมาก นั่นคือกรณีที่มหาเศรษฐีใช้ธนาคารในต่างประเทศเป็นตัวบังหน้า เข้ามาเสนอซื้อหุ้นที่มีการเสนอขายก่อนที่จะนำเข้าซื้อขายในตลาด เป็นการซื้อขายในราคาที่เรียกว่าราคา ไอ พี โอ หุ้นของรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. หรือไทยออยล์ (กึ่งรัฐวิสาหกิจ) เป็นหุ้นที่มีคนสนใจมาก ตอนที่มีการนำหุ้นออกจำหน่าย สื่อสนใจที่จะเจาะลึกว่าคนไทยคนไหนเส้นใหญ่ได้หุ้นถูกๆเหล่านี้ไป ลืมตรวจสอบหุ้นที่มีการเสนอขายให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศ ( ฝรั่งหัวดำ ) ที่เข้ามาในรูปแบบของกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งได้สิทธิพิเศษไม่ต้องเข้าคิวรอเพื่อซื้อหุ้นเพียงไม่กี่พันหุ้น ต่างกับนักลงทุนไทยรายย่อยของเรา ต้องนั่งรอกันตั้งแต่เช้าตรู่ (เหมือนกับวันเทกระจาดของมูลนิธิ) เข้าคิวเพื่อขอซื้อหุ้น ใครโชคช่วยได้ พันสองพันหุ้น ดีใจไปหลายวัน กองทุนเหล่านี้ไม่ได้สิทธิซื้อหุ้นเพียงพันหุ้นสองพันหุ้นครับ แต่ได้หุ้นจองมูลค่าเป็นสิบเป็นร้อยล้านก็มี ถ้าเป็นกองทุนของแท้จากต่างประเทศพอเข้าใจได้ แต่นี่บางส่วนกลายเป็นกองทุนที่เรียกว่า กองทุนส่วนบุคคล ( private fund ) แอบสวมรอยเข้ามา และแน่นอน ราชการของเราก็จะทำเป็นไม่รู้ ไม่เข้าใจ ถ้ามีการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง เชื่อได้ว่าเราจะเห็นชื่อของทรัสต์ต่างๆเป็นเจ้าของกองทุนเหล่านี้เพียบ และแน่นอนครับเราจะไม่มีวันตรวจสอบได้ว่าใครคือไอ้โม่งหรืออีโม่งตัวจริง มหาเศรษฐีเหล่านี้ฟันกำไรงามๆกันไปทั่วหน้าในระยะเวลาเพียงข้ามคืนเท่านั้น ผมได้คุยไว้ในเบื้องต้นว่าเราป้องกันความชั่วร้ายของมหาเศรษฐีเหล่านี้ได้ ทำได้ครับ อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมดแต่อย่างน้อยก็เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ารัฐบาลนี้รู้ทันและเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง ถ้าเป็นเรื่องของทรัสต์ นักกฎหมายจะต้องออกกฎหมายทรัสต์เพื่อควบคุมให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้อง ถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กลต. ต้องแก้ไขระเบียบการกระจายหุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศเสียใหม่ โดยเฉพาะการกระจายหุ้นของรัฐวิสาหกิจ ต้องห้ามขายหุ้น ไอ พี โอ ให้กับกองทุนส่วนบุคคลอย่างเด็ดขาด ต้องบังคับให้บริษัทต่างชาติโดยเฉพาะบริษัทออฟชอร์ที่เข้ามาลงทุนในบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยชื่อผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง(Beneficiary) การเปิดเผยอาจทำได้โดยการให้ลงทะเบียนไว้กับกลต. และไม่ต้องเปิดเผยเป็นการสาธารณะ จะเป็นทางออกที่ดีและไม่เป็นการปฎิเสธนักลงทุนตัวจริงที่นำเงินขาวสอาดมาลงทุนและยังต้องการคงความเป็นส่วนตัวไว้ (Privacy) เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักลงทุนจากต่างประเทศซื้อหุ้นของอิมแพ็คเป็นเงินถึง 7 พันล้านบาท แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร ถามว่าอย่างนี้ทำได้ไหม ควรอนุญาตหรือไม่สำหรับบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เราจะปกป้องนักลงทุนรายย่อยให้ได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนได้อย่างไร น่าคิดนะครับ ผมนำคำชี้แจงที่บริษัทบีแลนด์ ให้ไว้กับตลาดมาให้อ่านกันด้วย
ยกตัวอย่างนี้มาให้ดูกันเพราะเป็นเหตุการณ์ที่พึ่งจะเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ที่น่าสังเกตุคือบริษัท Juutland นี้ตั้งอยู่ที่ หมู่เกาะเคแมนไอร์แลนด์ เป็นบริษัทออฟชอร์ และไม่เต็มใจเปิดเผยชื่อเจ้าของตัวจริง อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัท Fairmont Investment Group จำกันได้นะครับ บริษัทนี้ออกเงินให้คุณสุรินทร์ อุปพันธกุล กว่า 2,700 ล้านบาทเพื่อนำมาลงทุนในบริษัทกุหลาบแก้ว บริษัท Fairmont Investment Group เป็นบริษัทที่จัดตั้งบนเกาะบริติชเวอร์จิ้นเช่นกัน ถึงวันนี้ก็ยังสืบกันไม่ได้ว่าเงินนี้เป็นเงินของใคร ฟันธงได้ว่าไม่ใช่ของคุณ สุรินทร์ อุปพันธกุล อย่างแน่นอน ทุกคนอยากจะรู้ความจริงว่ากุลาบแก้วเป็นบริษัทไทยแท้หรือไทยเทียม การบริหารความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั้งหลายเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเราได้อย่างนี้ละครับ [ เข้าหน้าหลัก ] คลิกเพื่ออ่าน : บริหารความมั่งคั่ง ตอนที่ 1
|
|||||||||||||||||||||