9 กรกฎาคม 2550

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา   บทสนทนาสุดฮิตในหมู่นักธุรกิจ  นักการเงิน นักการธนาคาร หนีไม่พ้นเหตุการณ์ต้มยำกุ้งอาละวาด   เศรษฐกิจไทยล่มสลาย บรรจบครบรอบสิบปีพอดี    กล่าวขวัญกันมากโดยเฉพาะสื่อไทยภาคฝรั่งรวมทั้งสื่อไทยแท้  มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย  มีครบทั้งที่เป็นบทความและบทสัมภาษณ์จากผู้ที่ผ่านเหตุการณ์และโชคดีที่ยังเอาตัวรอดได้  ไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัว   ที่หนีไปอยู่เมืองนอกเมืองนาก็ยังอุตส่าห์ส่งบทความมาให้อ่านกัน      ยกเว้นพวกที่แอบทำกำไรจากการลดค่าเงิน   ใช้ข้อมูลที่รู้ล่วงหน้าก่อนคนอื่น  กอบโกยผลประโยชน์มหาศาล  พวกนี้ปิดปากเงียบ   หายจ๋อย   ข่าวว่าต้องระเหเร่ร่อน   ยังหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ 

                วันนี้ขอไม่แสดงความเห็นครับ  มีแต่เอกสารที่เคยเป็นสุดยอดของความลับ อยากให้ท่านผู้อ่านได้เห็นข้อมูลกันชัดๆว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่มีการเก็งกำไรค่าเงิน  ได้เข้าใจการบริหารงานของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้พยายามปกป้องค่าของเงินบาทโดยการนำเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐที่เป็นเงินสำรองของประเทศไปขายจนเกือบหมดหน้าตัก    เขาทำกันอย่างไร   ต้องยอมรับกันก่อนนะครับว่าการที่เราสูญเสียเงินสำรองไปจนเกือบหมด   เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยล่มสลายและทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยากขึ้นเป็นทวีคูณ  

                ได้อ่านเนื้อหาของเอกสารแล้ว   ท่านผู้อ่านจะนึกภาพออกว่า   เกิดอะไรขึ้น  เป็นไปได้อย่างไร  รู้กันให้ครบ   รู้กันให้ถูก โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง    ทั้งข้าราชการและนักการเมือง      ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอยอีก 

                ออกตัวก่อนว่าไม่มีเจตนาที่จะโทษใครทั้งสิ้น    นำมาให้อ่านเพื่อเตือนความจำ  ต้องเตือนกันเพราะคนไทยลืมง่ายครับ 

                ผมจะเริ่มต้นที่หนังสือจาก ไอ เอ็ม เอฟ ที่มีถึงรัฐบาลไทยครับ   

สามฉบับสำคัญ    

ฉบับแรกลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 และ   ฉบับที่สอง  ลงวันที่ 14  พฤษภาคม  2540    ทั้งสองฉบับจ่าหน้าถึงคุณอำนวย  วีรวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น  

ฉบับที่สามลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 มีถึงพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น  เช่นกัน

นี่เป็นฉบับแรกครับ    ไม่ได้นำเนื้อหามาลงทั้งหมด   โดยย่อจับใจความได้ว่า ไอเอ็มเอฟ  มีความกังวล     เชื่อว่าสถานการณ์( การเก็งกำไรค่าเงิน )มีความรุนแรง   และต้องการการตัดสินใจเพื่อการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว   เพราะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศได้อย่างมาก

ส่วนนี้เป็นฉบับที่สอง  ไม่ได้ต่างกันกับฉบับแรก เน้นว่าถึงเวลาที่จะต้องแก้ไขปัญหาให้ครบถ้วนทุกด้านตามที่ได้เคยมีการหารือกันไว้ก่อนหน้านี้    แปลความได้ว่าไอ เอ็ม เอฟ ขอเตือนอีกเป็นครั้งที่สองก็คงไม่ผิดไปนัก 

สุดท้าย   มีถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรงครับ

ฉบับนี้นอกจากจะย้ำถึงความกังวลแล้ว  ยังได้กล่าวถึงการเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยจากการโจมตีเงินบาทอย่างรุนแรง  ทำให้เกิดความเสียหายกับเงินทุนสำรองของประเทศ    รวมทั้งยังแนะนำให้เราลดค่าเงินประมาณ   10 – 15   เปอร์เซ็นต์ และเปลี่ยนนโยบายค่าเงินบาทคงที่เป็นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นั่นคือความกังวลของไอ เอ็ม เอฟ ครับ 

ขณะที่ ไอเอ็มเอฟ เฝ้ามองอยู่ข้างนอก    ถามว่าข้างใน(  ธนาคารแห่งประเทศไทย ) ทำอะไรกันบ้าง 

ถ้าจะเข้าใจได้ดี  คงหนีไม่พ้นที่จะต้องอ่านบันทึกภายในของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ 

เป็นการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว     ไม่ใช่การขออนุมัติ    ( ทำก่อน  รายงานที่หลัง )  ลองอ่านดูครับ 

ฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2540  จากผู้อำนายการฝ่ายการธนาคาร  ถึง ผู้ช่วยผู้ว่าการ  มีทั้งหมด 9 หน้า  ผมนำเนื้อหาเฉพาะส่วนที่สำคัญมาให้อ่านกัน      ท่านผู้อ่านจะได้ไม่เสียเวลานึกถึงความหลังเกินความจำเป็น

บันทึกนี้ถึงแม้ว่าจะลงวันที่ 12 พฤษภาคม   แต่ก็ได้กล่าวถึงการโจมตีค่าเงินบาท      ตั้งแต่เริ่มตั้งเค้า   จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม เท่านั้น  

วันที่  8 -9 พฤษภาคม เป็นช่วงเวลาที่นักเก็งกำไรลุยหนักเป็นครั้งแรก   เรียกว่าเป็นการประลองกำลังกันอย่างหนักหน่วง   ธนาคารแห่งประเทศไทยขายเงินสำรองวันเดียวกว่า 6   พันล้านดอลล่าร์  ประมาณแสนห้าหมื่นล้านบาทครับ!!!! 

นั่นเป็นระลอกแรก      หลังจากนั้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายทรุดหนักมากขึ้นไปอีก  

ช่วงที่หนักหน่วงที่สุด   เรียกได้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องหลับต้องนอนกันทีเดียว คือ ช่วงระหว่าง
วันที่ 9
– 16 พฤษภาคม 2540  

อ่านบันทึกของฝ่ายการธนาคารที่มีถึงผู้ช่วยผู้ว่าการ  ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 กันครับ

ส่วนนี้มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า   การขายเงินสกุลดอลล่าร์  เพื่อพยุงค่าของเงินบาทนั้น  เขาทำผ่านธนาคารกันอย่างไร   ดูรายชื่อธนาคารแล้วไม่ใช่ใครอื่น    พวกเรากันเองทั้งนั้นครับ    วันทำการวันเดียวซื้อดอลล่าร์ขายเงินบาทถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาท

แบบที่ผมเรียนไว้เบื้องต้นว่าบันทึกนี้เป็นการรายงานสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ใช่เป็นการขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด  การเข้าแทรกแซงตลาดต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว รอขออนุมัติก็คงจะไม่ได้ 

มีการแสดงความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องท้ายของบันทึกฉบับนี้     ลองอ่านดูครับ

ท้ายที่สุดหนีไม่พ้น  หนังสือจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  มีถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2540   มีการรายงานว่าใช้เงินไปแล้วเท่าไหร่ในแต่ละช่วงของการแทรกแซง

 ที่น่าสนใจมากคือ การยืนยันว่าการแทรกแซงเพื่อดูแลเสถียรภาพยังมีความจำเป็น ขนาดหมดเนื้อหมดตัวไปแล้วนะครับ

ทั้งหมดที่นำมาเสนออาจจะเข้าใจยากหน่อย    เพราะเนื้อหาที่แสดงไว้ ไม่ครบทั้งหมด ดึงออกมาให้อ่านกันบางส่วน  บางตอน      ถ้าท่านผู้อ่านสนใจและต้องการอ่านทั้งหมด  ก็ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ      ข้อมูลบันทึก ธนาคารแห่งประเทศไทย
   - หนังสือจาก ไอ เอ็ม เอฟ 3 ฉบับ
   - บันทึกภายใน วันที่ 12 พฤษภาคม 2540
   - บันทึกภายใน วันที่ 22 พฤษภาคม 2540
   -
หนังสือจากธนาคารแห่งประเทศไทย ถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 28 พฤษภาคม 2540

นำมาให้อ่านกัน  เพราะเป็นเหตุการณ์ในอดีตที่พวกเราน่าจะต้องได้รับรู้ไว้          

เหตุการณ์ในวันนี้เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว  วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย  ไม่ได้ขายเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ  เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท  แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขายเงินบาทเพื่อซื้อเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ  ทำให้เรามีเงินเหรียญดอลล่าร์สหรัฐมาก  สูงเป็นประวัติการณ์เกินความจำเป็นถึงกว่า 7 หมื่นล้านเหรียญ  คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท       

วิธีการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นในขณะนี้เป็นความกังวลที่พอรับได้    แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ครับ      เพราะการเข้าแทรกแซง มีค่าใช้จ่าย   ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุน    ปีที่แล้วขาดทุนไปกว่าแสนล้านบาท     ปีนี้และปีต่อไปละครับ  จะขาดทุนอีกเท่าไหร่     กลัวว่ากระทรวงการคลังจะขาดรายได้      สงสารเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอีกต่างหาก  ที่อาจจะไม่ได้รับโบนัสสิ้นปี 

พูดแล้วก็ต้องพูดซ้ำอีกครั้งว่า  อย่าฝืนธรรมชาติเลยครับ  ถ้าเงินบาทจะแข็ง  ก็อย่าไปขวาง  หาสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็ง  แล้วหามาตรการแก้ไข   ไม่ดีกว่าหรือครับ 

ความอิสระในการบริหารงานของธนาคารชาตินั้นเห็นชัดเจนว่ามีมานานแล้ว มีมากจนน่ากลัว     ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีความเป็นอิสระเมื่อ 10 ปีที่แล้ว     คงไม่สามารถนำเงินสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศ จำนวนมหาศาลไปใช้ในการปกป้องค่าเงินบาทได้จนหมดเนื้อหมดตัว 

ถ้าธนาคารไม่เป็นอิสระจริง    ผู้ว่าการคนนั้นก็คงไม่ต้องรับผิดชอบมากมายแบบไม่น่าเชื่อ   ความเป็นอิสระ    ฟังดูแล้วดีแล้วโก้ครับ   ถามจริงๆเถอะ    ท่านพร้อมจริงหรือ

ดีใจที่ได้ข่าวว่า  ท่านรองนายกโฆษิตกำลังหามาตรการเพื่อส่งเสริมให้มีการนำเข้าสินค้าที่เป็นทุน  ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักร  หรือวัตถุดิบ  เพื่อให้ดุลการค้าของเรากลับสู่ภาวะปกติเสียที  ไทยเรามีดุลการค้าเป็นบวกมาตลอด   ผิดธรรมชาติครับ    เร่งรัดให้มีการนำเข้ามากขึ้นจะได้เป็นแรงกดดันค่าเงินบาทอีกทางหนึ่งด้วย

[ เข้าหน้าหลัก ]


korbsak.com
กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ