24 กรกฎาคม 2550

ผ่านมากว่าสองสัปดาห์    สื่อยังไม่หยุดการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งโป๊ก     

มีทั้งผู้เสนอแนะ   ติติง   บ่น  ด่าว่า    มาจากผู้ที่คร่ำหวอดทางการเงิน  ไปจนถึงคนระดับกรรมการผู้จัดการบริษัทปตท.ที่ค้าขายน้ำมันไปวันๆ    ก็ยังอุตส่าห์ออกความเห็น    ทำให้เกิดความรู้สึกสงสารประเทศอย่างจับใจ 

สงสารเพราะพอมีวิกฤติทางการเงิน  เศรษฐกิจมีปัญหา     แทนที่คนเดือดร้อนจะวิ่งหาที่พึ่ง   มองหาผู้จะมาช่วยให้ตัวเองอยู่รอด   นั่นคือธนาคารแห่งประเทศไทย     กับกลายเป็นว่า    ทุกคนรุมกันแจม ( รวมถึงผมอีกคน) แย่งกันเสนอวิธีการแก้ปัญหา    จนสับสนวุ่นวายไปหมด     บ่งชัดถึงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อธนาคารชาติ   ว่าถึงขีดตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง 

ภาพการแถลงข่าวของท่านรองนายกโฆษิตนั่งตรงกลาง ขนาบซ้ายขวาด้วยรมว.คลังและผู้ว่าการธนาคารชาติ    เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปว่า   ธนาคารชาติไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือดำเนินนโยบายการเงินได้อย่างอิสระ   ถูกผิดอย่างไรไม่ต้องพูดกันให้เสียเวลา   อยากจะบอกคุณๆทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่ธนาคารชาติว่า  ไม่มีใครเขาจะยอมให้บ้านเมืองพังพินาศอีกครั้งเพราะฝีมือของพวกคุณหรอก   ที่สำคัญกว่านั้นและเป็นสัจธรรมก็คือ  คุณต้องพิสูจน์ตัวเองว่า  มีกึ๋น มีความสามารถจริงเสียก่อน   เขาถึงจะปล่อยให้คุณมีอิสระในการทำหน้าที่อย่างที่ต้องการ 

ท่านผู้อ่านที่คุ้นกับบทความของผมที่เกี่ยวกับเรื่องค่าเงินบาท   คงจำกันได้ดีว่า  ผมเคยขอร้องให้ธนาคารชาติเลิกความคิดที่จะแทรกแซงเพื่อต่อสู้กับทิศทางของค่าเงินได้แล้ว เพราะจะเสียเวลาเปล่า    ไม่ว่าเราจะดำเนินการอย่างไรก็ไม่มีวันที่จะชนะได้     ประเทศของเราไม่อยู่ในฐานะทางเศรษฐกิจที่จะใช้วิธีการแทรกแซงค่าเงินเหมือนกับประเทศจีนหรือประเทศญี่ปุ่น     เราไม่สามารถที่จะนำเงินบาทมาไล่ซื้อเงินดอลล่าร์เพื่อกดดันไม่ให้เงินบาทแข็งขึ้น   เหมือนกับประเทศจีนที่พิมพ์เงินหยวน  หรือ ประเทศญี่ปุ่นที่พิมพ์เงินเยน  แล้วนำมาซื้อเงินดอลล่าร์ได้ตามอำเภอใจ   

ทุกคนรู้และเข้าใจกันดีว่า    บาทแข็งเพราะเงินดอลล่าร์ไหลเข้า  มากกว่าเงินดอลล่าร์ไหลออก    ความจริงตัวเลขปริมาณเงินเข้าออกที่เป็นเรื่องของการค้าการขายที่แท้จริง   ได้บ่งบอกให้เห็นว่าไทยเราส่งสินค้าออกมากกว่าการนำสินค้าเข้ามานานพอสมควรครับ    

ฟังดูแล้วดีออก     ประเทศค้าขายได้กำไร   ยังมานั่งบ่นกันอยู่ได้    จริงไหมครับ 

เสียดายที่มันไม่ใช่ความเป็นจริง    เพราะธรรมชาติของธุรกิจบ้านเรายังต้องพึ่งการนำเข้าอยู่มาก    ทั้งเครื่องจักรและวัตถุดิบ   ดูตัวเลขแล้วจะเข้าใจว่าตั้งแต่มีการยุบสภามากว่าสองปี     ความไม่แน่นอนทางการเมือง    ทำให้เกิดการชะงักงันทางธุรกิจ        ธุรกิจหยุดเดินหน้า   ไม่มีการลงทุนใหม่   ไม่มีการขยายกำลังในการผลิต     ชะลอการสั่งวัตถุดิบ    ทำให้ตัวเลขการนำเข้าไม่มีการขยายตัว    ขณะที่การส่งออกยังทำได้ดี   ผลคือฐานะการค้าการขายมีกำไรที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง


ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

สังเกตตัวเลขที่นำเสนอช่วงปี 2004 และ ปี 2005   มีรัฐบาล  ธุรกิจเดินหน้า    ตัวเลขเกือบทุกรายการ  มีการขยายตัวอย่างสม่ำเสมอ  มากบ้าง  น้อยบ้าง   แต่พอมีการยุบสภา    ซึ่งถ้าการยุบสภาเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย     การหยุดชะงักเพียง 2 – 3 เดือนจะไม่มีผลกระทบ    แต่ไม่ใช่  ลากยาวมากว่าสองปี  ทำให้ตัวเลขช่วงปี 2005 – ปี 2006  ไม่มีการขยายตัว บางรายการกลับลดลงเสียด้วยซ้ำ    เชื่อได้ว่าตัวเลขของปี 2007 น่าจะแย่ลงกว่าเดิม

          เมื่อตัวเลขเกินดุลมากเกินพอดี   นักวิเคราะห์  นักลงทุนต่างประเทศ  มองเห็นทิศทางของค่าเงินบาทได้อย่างชัดว่าค่าเงินบาทมีแต่จะแข็งค่าขึ้น    ทำให้เกิดการผสมโรง เก็งกำไร  เงินจึงไหลเข้าผิดปกติ    ดูซิครับแค่เงินลงทุนไหลเข้าในตลาดทุนจำนวนน้อยนิดก็ทำให้บาทแข็งมากขึ้นแบบเหลือเชื่อ   

                แล้วจะแก้กันอย่างไร   

                ผมเคยแสดงความเห็นไว้หลายครั้งว่า   เมื่อเงินไหลเข้าได้โดยไม่มีการจำกัด    ก็ต้องปล่อยให้เงินไหลออกได้โดยไม่จำกัดเช่นกัน   ถ้าปล่อยให้เส้นทางเดินนี้ยังเป็นวันเวย์อยู่   อย่าหวังเลยว่าจะแก้ปัญหาความไม่สมดุลนี้ได้  

ได้เคยเสนอว่าควรกำหนดแนวทางที่จะเดินไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้โดยเร็ว     อย่ารอให้เกิดวิกฤติก่อนแล้วถึงดำเนินการ ( เหมือนที่กำลังมีมาตรการออกมาทีละเรื่องในขณะนี้ )   อะไรปล่อยได้   ทำได้    ก็รีบดำเนินการเสีย   เพราะกว่าที่นักธุรกิจจะนำเงินออกไปลงทุน     ไม่ใช่ธนาคารชาติอนุญาตวันนี้  พรุ่งนี้ขนเงินออกได้ทันที    ทุกอย่างต้องใช้เวลา    

สำหรับพวกที่นำเงินร้อนๆเข้าประเทศไทย   เมื่อเห็นแนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง    เขาก็เดาได้ว่าไม่ช้าเงินบาทจะกลับไปอยู่ในค่าที่ควรเป็น  เงินประเภทนี้ก็จะถอยทัพไปโดยปริยาย    วิ่งไปหากำไรจากประเทศที่ฉลาดน้อยกว่าไทย   เพราะง่ายกว่า   อาชีพของเขาครับ    โลกสมัยใหม่  ต้องไม่โทษกัน   แต่ให้รู้ทันกันเท่านั้น 

                นอกจากเงินลงทุนที่อยากให้นำออกไปแล้ว    มีอะไรนำออกไปได้อีกบ้าง   

เงินกู้จากต่างประเทศ ไงครับ  จำนวนมหาศาลที่กู้โดยทั้งภาคเอกชน   ภาครัฐ   หามาตรการส่งเสริมให้เขากู้ในประเทศเพื่อใช้หนี้ในต่างประเทศ    กู้เป็นเงินบาท  แลกเป็นดอลล่าร์ส่งคืนหนี้ออกไป      

ไม่ควรส่งเสริมโดยการพูดหรือขอร้องให้มาช่วยชาติ   ต้องมีมาตรการที่ให้ผู้ที่กู้เงินจากต่างประเทศน้ำลายไหล     รีบเจรจาเจ้าหนี้เพื่อขอใช้หนี้   จะถูกปรับเพราะใช้หนี้เร็วกว่ากำหนดก็ยอม   เพราะทำแล้วคุ้ม     ดอกเบี้ยในประเทศจึงต้องต่ำพอ   ที่ลดมาแล้วพอไหม   ถ้าไม่พอก็รีบส่งสัญญาณว่าจะลดอีก 

ทั้งหมดไม่ง่ายเหมือนที่ผมเล่าให้ฟัง  มีปัจจัยอื่นๆอีกมากที่ต้องคำนึงถึง     เช่น 

ถ้าลดดอกเบี้ยมากไปก็กลัวเงินเฟ้อ   เดี๋ยวของแพง    

ถ้าปล่อยให้เงินไหลออกโดยเสรี  ก็กลัวเศรษฐีไทยจะขนเงินออกนอกประเทศไปเสียหมด   โดยเฉพาะเศรษฐีอย่างครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรี ( ปัญหานี้หมดไปแล้ว  เพราะ 7หมื่นกว่าล้าน ถูกอายัดไปแล้ว )    

แต่ไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร   ต้องรวดเร็ว   เช่นถ้าจะต้องประชุมนโยบายการเงินก่อนกำหนดก็ต้องทำ    ไม่กล้าตัดสินใจ   ไม่กล้าทำอะไรที่นอกกรอบ  ก็อาจต้องกล้าที่จะลาออก    

งานที่ธนาคารชาติไม่มีใครว่าหมู    ผู้ว่าการคนไหนดวงดี   ถ้าบ้านเมืองเป็นปกติ   วันๆอาจไม่ต้องทำอะไรมาก   วางฟอร์มให้เท่ห์ไว้ก่อน   ทำตัวเป็นอิสระ   ไม่ฟังใคร ก็คงจะเอาตัวรอดไปได้   เผลอๆมีเสียงชมเสียอีก  ว่าเก่ง   

แต่ถ้าเป็นช่วงเศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤติ    ปัญหาอาจสะสมมานาน  เช่นกรณีของเราเป็นตัวอย่างว่าได้ส่อเค้าให้เห็น ( ตัวเลขดุลการค้า ) มาก่อนรัฐบาลชุดนี้เสียอีก   มารับงานช่วงนี้จึงแสนจะเหนื่อย

ทำให้เห็นใจท่านผู้ว่าคนปัจจุบันเหมือนกัน   เห็นใจมากเกินไปก็ไม่ได้ ต้องคำนึงถึงบ้านเมือง  ถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการทำมาหากิน   ประชาชนต้องมาก่อนครับ

[ เข้าหน้าหลัก ]


korbsak.com
กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ