31  ตุลาคม 2550

อ่านพาดหัวข่าวของสื่อเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม กันดูครับ     โพสต์   ทูเดย์   ....  ฉลองภพเบรกปชป. เลิก 30% วุ่นแน่     ส่วนของเว็บไซด์ ไทยรัฐ ....... เหน็บ ปชป.ผลีผลามเลิกสำรอง  30 % 

แปลความได้ว่า    นโยบายเศรษฐกิจของพรรคปชป.    ในส่วนที่เกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการสุดโหดที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศนั้น   ท่านรัฐมนตรีเตือนว่าต้องระมัดระวัง    ท่านไม่เห็นด้วย

ถ้าไม่ใช่ช่วงของการแข่งขันทางการเมือง   เรื่องอย่างนี้พรรคการเมืองต้องฟังและนำเหตุผลมาพิจารณา     แต่ในขณะนี้เป็นช่วงการหาเสียง   ความเห็นของรัฐมนตรีที่มีต่อนโยบายพรรคการเมือง  กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน    ต้องระมัดระวัง  ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม

ผมไม่มีทางเลือก  ไม่อยากจะทะเลาะกับรัฐมนตรีหรอก    แต่ต้องชี้แจงที่มาที่ไปของนโยบาย   ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด    ผมได้ชี้แจงไปอย่างนี้ครับ:

ปัญหาที่รุมเร้าพี่น้องประชาชนในขณะนี้คือปัญหาที่ของกินของใช้แพงขึ้นทุกวัน แถมด้วยปัญหาการว่างงาน   เรียนจบมาก็หางานทำยากเต็มที  นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้นำเสนอเป็นแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ทั้งปัญหาการว่างงานและปัญหาค่าครองชีพของประชาชน

ปัญหาการว่างงาน  :  ขณะนี้การลงทุนในประเทศและจากต่างประเทศหยุดชะงัก   ไม่ใช่เพราะปัญหาทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว     แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่นักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะนโยบายการควบคุมการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ    เราไม่เคยเห็นด้วยกับการใช้มาตรการทางการเงินที่รุนแรง เพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงิน (มาตรการ 30 %)   และถือว่าเป็นการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง   ที่คิดไม่ครบ และขาดความรอบคอบ         ธปท. ออกประกาศมาตรการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549   และต้องมาแก้ไขประกาศอีกภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง   เป็นการทำงานที่ผิดพลาด   ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน     เมื่อไม่มีการลงทุน   ก็ไม่มีการจ้างงานใหม่เพิ่ม

พรรคประชาธิปัตย์ต้องการแก้ปัญหา         ต้องการเรียกความเชื่อมั่นในการลงทุนให้กลับมาโดยเร็ว  การประกาศยกเลิกมาตรการ 30 %   เป็นการแสดงจุดยืนของนโยบายที่สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศอย่างชัดเจน    เราเชื่อมั่นว่า    การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เอื้อประโยชน์และสนับสนุนผู้ส่งออก   ยังสามารถใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมกว่าได้ 

ความจริงท่านรัฐมนตรีฉลองภพ  ขณะที่นั่งเป็นประธานทีดีอาร์ไอ  ก่อนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ก็ได้เคยแสดงความเห็นไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549   เป็นความเห็นที่ไม่ได้ต่างไปจากของพรรคประชาธิปัตย์    ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่าท่านไม่เห็นด้วยกับมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินของธปท. ท่านรัฐมนตรียังได้นำคำกล่าวของ อาจารย์ป๋วยที่ได้เคยสอนไว้ว่า นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่รุนแรง ดังนั้นหากออกมาตรการที่แรงไป ผลกระทบก็จะรุนแรงตามไปด้วย     วันนี้ท่านเข้ามาเป็นรัฐมนตรี   ท่านเปลี่ยนแนวความคิดจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง     จะด้วยเหตุผลใด  ไม่เคยชี้แจงให้สาธารณชนทราบ

ปัญหาราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น  :   วันนี้อยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีเอาใจใส่กับปัญหาค่าครองชีพ   ถ้าไม่สามารถที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน   อย่างน้อยก็ควรที่จะหาทางช่วยเหลือในการหามาตรการเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย  ต้องเร่งดูแลหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว   ตัวอย่างง่ายๆเช่น   ราคาน้ำมันที่รัฐบาลเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน    น้ำมันดีเซลเก็บลิตรละ   1.50  บาท และน้ำมันเบนซินเก็บลิตรละ 3.70 – 4.00 บาทนั้น  เพื่อไปใช้หนี้กองทุนน้ำมัน     รัฐบาลควรนำมาพิจารณาโดยเร็วว่า   จะหยุดเก็บชั่วคราวดีหรือไม่โดยเฉพาะส่วนของน้ำมันนำมันดีเซลและก๊าซโซฮอลล์     อย่างน้อยถ้ารัฐบาลจะหยุดเก็บเงินส่วนนี้ชั่วคราวในยามยาก   ในยามที่ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นมาสูงเป็นประวัติการณ์  ถ้าทำได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก 

ปรับลดราคาน้ำมันโดยยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนบางส่วนเป็นการชั่วคราว  จะช่วยลดแรงกดดันที่ผู้ประกอบการ  ผู้ผลิตสินค้า  กำลังจะผลักภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น   ไปให้ประชาชน  ผมเชื่อว่าท่านเหล่านั้นไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อน  แต่ท่านก็ไม่มีทางเลือก   ผมขอให้รัฐบาลคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนก่อนสิ่งอื่นใด  หลังเลือกตั้ง   ถ้าปชป.ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอ    จัดตั้งรัฐบาลได้    จะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทันทีโดยเฉพาะในส่วนของนำมันดีเซลและก๊าซโซฮอลล์

เตือนท่านรัฐมนตรีด้วยว่า    ท่านยังต้องระมัดระวังการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคการเมืองหลังมีพ.ร.ฎ. ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง   เพราะท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ  มาตรา 57 พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. สว.  ระบุไว้ว่าห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการใดๆเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง    

ผมแถลงข่าวไปอย่างนั้นครับเมื่อวันก่อน

วันนี้เริ่มมีความเห็นเข้ามาหลากหลาย  ส่วนหนึ่งบอกว่ารัฐบาลไม่ควรแทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย   นโยบายที่พรรคประกาศไปนี้ไม่เหมาะสม   เป็นการแทรกแซงงานของธนาคารแห่งประเทศไทย     ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่านักการเมือง   กระทรวงการคลังต้องอยู่ห่างๆ   เมื่อเราพูดถึงนโยบายการเงิน ต้องปล่อยให้ธนาคารได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่   แต่การออกมาตรการเพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องใหญ่   เพราะในอดีตเราเคยปล่อยให้ไหลเข้าได้โดยไม่มีการควบคุมและปล่อยให้นำออกในภายหลังได้ตามใจชอบ 

มาตรการเข้ามาควบคุมจึงเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ธนาคารจะรับผิดชอบเองได้ทั้งหมด   ใครเป็นรัฐบาลก็ควรจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย     จำกันได้ไหมครับ   อดีตรัฐมนตรีคลังที่เรารู้จักกันคุ้นหูดีที่ชื่อหม่อมอุ๋ย   ท่านก็เป็นคนออกชี้แจงมาตรการดังกล่าวด้วยตนเองในขณะที่เป็นรัฐมนตรีคลังด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่องของแพงเพราะราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกวันนั้น  เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไขปัญหา  ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องยอมให้พ่อค้าปรับเพิ่มราคาสินค้า  ข้ออ้างคือน้ำมันราคาสูงขึ้น   เเท้ที่จริงราคาน้ำมันของเราเป็นราคาที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง    แพงกว่าที่ควรเป็นเพราะมีการบวกค่าต๋ง  บวกเงินเพิ่มเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมัน   พูดง่ายๆว่ารัฐบาลลดได้แต่ไม่ทำ  ผมไม้ได้ขอให้ตรึงราคานะครับ   เพียงแต่ขอให้เป็นราคาจริง  ไม่มีการบวกค่าต๋งโดยเฉพาะกับดีเซล  ที่ถือว่าเป็นน้ำมันเศรษฐกิจ

ข่าวแว่วๆว่าจะลดค่าต๋งลงบ้าง   เฉพาะน้ำมันไบโอดีเซลเท่านั้น  ก็ยังดีครับ   ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

 

เกิดมาเป็นคนไทยนี่น่าสงสารจริงๆ!!  

  [ เข้าหน้าหลัก ]


korbsak.com
กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ