22  กุมภาพันธ์  2551

สังเกตให้ดีครับ นโยบายประชานิยมเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนเพราะเป็นนโยบายของการ "ให้ " ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด  รัฐบาลที่มีนโยบายถูกอกถูกใจประชาชน   ประชาชนจะชื่นชอบและมักจะชมว่ารัฐบาลเก่ง ประชาชนไม่ต้องการที่จะรู้รายละเอียดว่าบริหารอย่างไร ขอเพียงว่าประชาชนจะได้อะไรเท่านั้น

นโยบายให้ประชาชนกู้เงินได้โดยง่ายในรูปแบบของเงินกองทุน   หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท  หรือการให้เงินแบบให้เปล่า ( SML )หมู่บ้านละ 3-4 แสนบาท ไม่ต้องการคนเก่งมีฝีมือมาบริหาร  แค่จัดงบประมาณที่เป็นเงินภาษีส่งลงไปที่หมู่บ้านให้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน    คะแนนนิยมก็ไหลมาเทมา   ถ้าเงินงบประมาณมีไม่เพียงพอ   กู้ใหม่ได้   ไม่มีอะไรยาก   รัฐมนตรีจะแสนขี้เหล่ขนาดไหนบริหารงานได้ทั้งนั้น

นโยบายรักษาพยาบาลฟรีก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน   เตรียมจัดหาเงินงบประมาณให้มากพอ เป็นใช้ได้  ถ้ารายได้จากภาษีขาดไปบ้าง    ก็ไม่ต้องห่วง    กู้อีก  เป็นหนี้อีก  ไม่เห็นมีใครจะรู้หรือจะกล่าวว่าอะไรได้    นโยบายนี้อาจบริหารเหนื่อยกว่ากองทุนหมู่บ้านเล็กน้อย เพราะผู้บริหารใช้เงินอย่างเดียวไม่ได้       ต้องบริหารให้การรักษาพยาบาลมีคุณภาพ    จึงถือได้ว่ามีความยากขึ้นระดับหนึ่ง

ส่วนนโยบายโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ถือได้ว่ารัฐบาลต้องมีฝีมือในการบริหารมากกว่างานด้านอื่นๆที่กล่าวมาในเบื้องต้น     ถ้ามีเงินงบประมาณเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างได้     ก็เบาหน่อย     แต่ถ้าเป็นโครงการที่ต้องกู้เงินจากแหล่งทุนทั่วไปก็จะยากขึ้นอีกนิด  อยู่ที่ว่ารัฐบาลค้ำประกันให้หรือไม่    ถ้ารัฐบาลใจแข็งไม่ค้ำประกันเงินกู้ให้   จะค่อนข้างหินมาก  เพราะกู้ไม่ได้ง่ายๆ    ส่วนใหญ่รัฐบาลมักจะใจอ่อน ยอมค้ำประกันให้ในท้ายที่สุด

เราจึงมักจะเห็นความล่าช้าของโครงการขนาดใหญ่       ยิ่งถ้าแบ่งเค้กไม่ลงตัว   ค่าหัวคิวจัดสรรไม่เรียบร้อย  ฮั้วไม่สำเร็จ   การประมูลมักจะมีปัญหา   ต้องยกเลิกกลางคัน    เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ โดยเฉพาะจากการประมูลที่ไม่โปร่งใส  รัฐมนตรีที่ดูแลต้องหล่อหน่อยครับ  ขี้เหล่  ขี้โกง  คงทำให้สำเร็จโดยเร็วยาก   

สรุปแล้วเห็นได้ว่านโยบายที่รัฐบาลนำเสนอและพวกเราได้รับรู้   รับฟัง   เน้นในเรื่องของการใช้เงินภาษี   เพราะไม่ต้องใช้ความสามารถมากมาย

ที่จะวัดกึ๋นกันจริงๆคือความสามารถในการบริหารที่ไม่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณครับ    เห็นได้ชัดๆในขณะนี้คือนโยบายทางการเงินที่สำคัญ    ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการควบคุมการไหลเข้า   ไหลออก  ของเงินทุน ( มาตรการ 30% )     ปัญหาค่าเงินบาท    อัตราดอกเบี้ย     วันนี้รัฐบาลยังไม่มีคำตอบ   ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะนำพาประเทศให้เดินไปทางไหน     

ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าความไม่แน่นอนเมื่อเราพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ     เรื่องของความเชื่อมั่น         มาตรการ 30%  จะเลิกหรือไม่เลิกมีความสำคัญน้อยกว่าการกล้าตัดสินใจที่จะดำเนินการในทางหนึ่งทางใด      จะมัวรอให้เวลาแก้ปัญหาด้วยตัวเองหรือรอให้ที่ปรึกษาฝีมือระดับเทวดามาช่วย          ถือเป็นความฝันลมๆแล้งๆทั้งสิ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน     เรื่องสำคัญ   รัฐบาลไม่มีปัญญา   ไม่มีกึ๋น   ไม่มีความกล้า   ก็ต้องยอมรับเสียโดยดี      รัฐบาลควรแถลงทันทีว่า    นโยบายทางการเงิน    ยกให้เป็นความรับผิดชอบทั้งหมดของธนาคารแห่งประเทศไทย      รัฐบาลไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว        ต้องกล้าตัดสินใจครับ      ไม่มีใครเขาจะต่อว่าต่อขานหรอก       หลายคนอาจชื่นชมเสียด้วยซ้ำ    นักลงทุนทั้งหลายจะได้รู้อนาคตของตนเอง   และจับทางถูก    เพราะรู้ว่าใครรับผิดชอบ

ทุกคนทราบว่าเราต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างงาน  สร้างรายได้  เพราะค่าครองชีพกำลังไล่มาติดๆ     ถ้าท่านจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายทางการคลังในแนว Keynesian   ท่านต้องใช้เงินงบประมาณ   เงินภาษี   เงินกู้     จำนวนมหาศาล   ท่านจะทำให้งบประมาณต้องขาดดุลต่อไปอีกหลายปี

 คำถามมีอยู่ว่าพอใช้เงินที่มีและที่ก่อหนี้เพิ่มไปจนหมด   ก็จะได้วัดกึ๋นของท่านอีกครั้งว่า เงินที่ใช้จนหมดเกลี้ยงกระเป๋านั้น  ท้ายที่สุดแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร   มองในแง่ร้าย  ปรากฎว่าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นหรือดีเพียงชั่วครู่   ไม่ต่อเนื่อง  ทำให้เก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า     ค่าเงินบาทอ่อนลงอย่างน่าใจหาย   หรือมองในแง่ดี   รัฐบาลใช้เงินเป็น  ทำให้ประสิทธิภาพในการค้าขายของประเทศดีขึ้น     เศรษฐกิจเติบโต    เก็บภาษีได้มากเพียงพอสำหรับนำไปใช้หนี้ที่ได้กู้ไว้        

ที่ผมอยากเห็นคือ   อยากเห็นรัฐบาลอยู่จนครบ 4 ปี  อยู่นานพอที่จะได้เห็นผลงานของตนเอง   พวกเราจะได้รู้กันว่ารัฐบาลมีกึ๋นสมกับที่คุยไว้จริงหรือไม่.

  [ เข้าหน้าหลัก ]


korbsak.com
กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ