บทความเด่น
  • โกงตามปกติ Business as usual
  • หนังสือใหม่ ใครว่าคนรวยไม่โกง (ผมผิดด้วยหรือ?)
  • Win Mark ญาติสนิท Ample Rich



  •  


    บทความวันที่ :10 เมษายน 2549

    วันก่อน ด้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่าบริษัทโคตรรวยหรือAmple Rich ทำไมต้องเสียภาษีจากการขายหุ้น

    วันนี้ถึงเวลาจะต้องพูดถึงส่วนของ   ครอบครัวชินวัตร และครอบครัว ดามาพงษ์ ครับ

    หลายคนสงสัยว่า ในเมื่อครอบครับ คุณทักษิณ ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แล้วไม่     เสียภาษี  ไม่เห็นจะแปลก    ทำไมประชาชนเรียกร้องในสิ่งที่กฎหมายยกเว้น  คือ “ขายหุ้นในตลาด ไม่ต้องเสียภาษี”

    เหตุผลมีครับ เพราะธุรกรรมครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แบบที่คนทั่วไปเขาลงทุนกัน   นักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้นในตลาด แล้วก็ขายในตลาด    กำไรบ้าง  ขาดทุนบ้าง   เสี่ยงดวงกัน   แต่ก็ดีใจว่าถ้ามีกำไร  ไม่ต้องเสียภาษี

    ครอบครัวของชินวัตร และครอบครัวดามาพงษ์ ไม่ได้ซื้อหุ้นบริษัทชินในตลาดหลักทรัพย์ครับ     เวลาขายในตลาดแล้วรับทรัพย์กว่า หมื่นล้านบาทนะใช่  แต่ตอนซื้อไม่ได้ซื้อในตลาด  ( มีเพียงหุ้นของคุณบรรณพจน์ จำนวน 26 ล้านหุ้นเศษ ที่ซื้อในตลาด )

    ปัญหา คือ ในการซื้อหุ้นนั้น บุคคลเหล่านี้ได้หุ้นมาในราคาต่ำกว่าตลาด ต่ำกว่าราคาเป็นจริงทั้งสิ้

    มีใครบ้างครับ

    คุณยิ่งลักษณ์ ซื้อหุ้นจากคุณทักษิณ  2 ล้านหุ้นในราคา 20 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543  มูลค่าขณะนั้นน่าจะประมาณ 330 ล้านบาท

    คุณพานทองแท้  ซื้อหุ้นจากคุณพ่อ 73 ล้านหุ้นเศษ ในราคาประมาณ 733 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 มูลค่าขณะนั้นน่าจะใกล้เคียง 13,000 ล้านบาท

     คุณพิณทองทาซื้อหุ้นจากพี่ชาย  367   ล้านหุ้นเศษในราคาประมาณ 367 ล้านบาทเมื่อวันที่     9    กันยายน 2545    มูลค่าขณะนั้น ประมาณ  5,000  ล้านบาท

    เกิดคำถาม ขึ้นมาว่า  บุคคลเหล่านี้มีฐานะดีพอจะมีเงินจำนวนมากเพื่อซื้อหุ้นเหล่านี้  หรือไม่?       

    คำตอบ น่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า “เป็นไปไม่ได้”  ไม่ได้ซื้อขายกันจริง    เพราะไม่มีการชำระเงิน มีเพียงแต่การทำสัญญาเป็นเจ้าหนี้   ลูกหนี้ ไว้เท่านั้น

    ลองมาดูส่วนของคุณบรรณพจน์  ดามาพงษ์ บ้าง

    คุณบรรณพจน์ซื้อหุ้นจากคุณหญิงพจมาน จำนวน 26,825,000 หุ้น ในราคา 26  ล้านบาท  เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543  มูลค่าขณะนั้นประมาณ 4,400 ล้านบาท การซื้อหุ้นของคุณบรรณพจน์ไม่ต่างจากการซื้อหุ้นของ คุณยิ่งลักษณ์  หรือการซื้อหุ้นของคุณลูก ๆ เพราะเป็นการซื้อหุ้นในราคาถูก  โดยไม่มีการชำระเงิน

    ขบวนการซื้อขายหุ้นนอกตลาดในราคาพาร์ทำให้ผู้ซื้อได้รับประโยชน์    เพราะมูลค่าหุ้นที่แท้จริงสูงกว่าราคาที่ซื้อ  

    กรมสรรพากรในระบบทักษิณ ตีความว่า  เมื่อผู้ซื้อซื้อกระดาษ ( ใบหุ้น ) มาครอบครอง   ยังไม่มีกำไร ยังไม่ต้องเสียภาษี  รอไว้เสียภาษีตอนนำหุ้นไปขาย  

    จะเสียภาษีกำไรก็ต่อเมื่อนำหุ้นไปขาย   แต่ต้องขายนอกตลาดด้วยนะ  อย่านำหุ้นไปขายในตลาด เดี๋ยวจะไม่ได้เสียภาษี    ตีความอย่างนี้น่าสมเพช  มนุษย์น่าโง่ที่ไหนจะขายหุ้นนอกตลาดครับ  ผมสงสัยจริงๆ    บรรดาลูกๆ และญาติๆจึงไม่ต้องเสียภาษีครับ    นี่คือการใช้ช่องว่างของกฎหมายอย่างแยบยล

    สำหรับผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีเพราะขายหุ้นในราคาเท่าทุน ไม่มีกำไร ไม่เสียภาษี  คุณพ่อและคุณแม่จึงไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน

    ระบอบทักษิณนี่ ประเทศย่อยยับจริงจริง!

     ดูแบบที่มีการชำระเงินบ้าง ว่าเขาหาทางหนีภาษีอย่างไร

    คุณบรรณพจน์ ซื้อหุ้นจาก นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี (คนในบ้านคุณทักษิณ - ซุกหุ้นภาค1จำได้ไหม)   จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 164 บาท เป็นเงิน 738 ล้านบาท  เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540  คุณบรรณพจน์ ไม่ได้มีเงินมากถึง 738 ล้านบาทหรอกครับ       คุณหญิงพจมาน เป็นผู้ออกเงินให้  

    อ่านแล้วอย่าเข้าใจผิด คิดว่าคุณหญิงใจกว้าง  เพราะตามข้อเท็จจริง  เมื่อนางสาวดวงตา ในฐานะผู้ขายได้รับเงิน 738 ล้านบาท เป็นค่าหุ้นแล้ว   ก็ต้องรีบวิ่งแจ้น นำเงินไปคืนคุณหญิงอยู่ดี   ( ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้าย ไปกระเป๋าขวาเท่านั้น )

    ท่านผู้อ่าน อ่านถึงตอนนี้ก็น่าจะเข้าได้ว่า คุณบรรณพจน์ ดามาพงษ์ ควรเสียภาษีเงินได้ จากเงินที่ได้รับจำนวน 738 ล้านบาท       ไม่ครับ  เพราะคุณหญิงแจ้งกรมสรรพากรว่า เงินค่าหุ้นนี้เป็นเงินที่ให้โดยเสน่หา เนื่องในงานสมรสของคุณบรรณพจน์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2539 และมีบุตรเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539

     กรมสรรพากรตอบสนองครับ     เชื่อและเห็นด้วยทันทีว่าเมื่อเป็นการให้โดยเสน่หา  ก็ไม่ต้องเสียภาษี (อธิบดีกรมสรรพากรคนนั้น  วันนี้ได้เป็นปลัดกระทรวงไปแล้ว )

     คุณหญิงให้เงินคุณบรรณพจน์เป็นของขวัญ หลังจากได้แต่งงานไปแล้วเกือบ 2 ปี และมีบุตรแล้วเกือบ 1 ปี    เวลาห่างกันขนาดนี้ กรมสรรพากรก็ไม่ว่าอะไร นี่ยังไม่นับนะ ว่าให้ของขวัญกันแบบไหนมูลค่า เกือบพันล้าน  ระบอบทักษิณ สุดยอดอย่างนี้แหละครับ.

    สุดท้ายเป็นการซื้อหุ้นชินของลูก ๆ ที่ ซื้อในราคาพาร์ จากบริษัทโคตรรวย(Ample   Rich) ครับ    ซื้อทั้งหมด 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท มูลค่า 329.2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มกราคาม 2549     และหลังจากนั้นเพียง 3 วัน ลูก ๆ ทั้ง 2   นำหุ้นมาขายต่อในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ฟันกำไร เหนาะ ๆ เกือบ 14,000 ล้านบาท

     ถามกันว่าทำไม บริษัท Ample Rich ถึงยอมขายหุ้นในราคาถูกให้ ลูก ๆ ทั้ง 2 คือ คุณพิณทองทา และคุณพานทองแท้   ก็เพราะ ลูก ๆ ทั้ง 2 เป็นเจ้าของบริษัทซิครับ      จึงไม่ใช่เรื่องแปลก!    กระเป๋าขวาไปกระเป๋าซ้าย     เก่งเหมือนคุณแม่เลย

    จริงจริงแล้วไม่ใช่    เพราะลูกทั้งสองนอกจากจะเป็นเจ้าของบริษัทโคตรรวยแล้ว ยัง เป็นกรรมการบริษัทอีกด้วย  ตรงนี้ครับที่มีการวางแผนผิดพลาด

    เมื่อบริษัท Ample Rich มอบทรัพย์สิน ให้กรรมการ   ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือทรัพย์สินในรูปแบบใดก็แล้วแต่     กรมสรรพากรต้องประเมินมูลค่าราคาทรัพย์สินนั้น ๆ ครับ

    กรณีนี้ ลูก ๆ ทั้ง 2 ต้องเสียภาษีเงินได้จากทรัพย์สินที่ได้รับ     ประเมินราคาที่ 14,000 ล้านบาท  ต้องนำไปรวมกับรายได้ปกติและยอมเสียภาษีเสียโดยดี  ก่อนเมษายนปี2550    ไม่โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบพนักงาน กฟผ. ก็บุญแล้ว

    ดิ้นไม่หลุดหรอกครับ  เชื่อผมเถอะแต่ต้องห้ามคุณพ่อด้วยนะ  เลิกแก้ตัวแทนว่าคุณลูกๆไม่ใช่กรรมการบริษัท  (คุณทักษิณให้สัมภาษณ์รายการคุณสรยุทธ์ ว่าลูกๆเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ได้เป็นกรรมการ )  ท่านผู้อ่านดูหลักฐานของกลต.ซิครับ   ชัดเจนว่าคุณทักษิณพูดปดอีกแล้ว


    (เอกสาร วันที่เข้าเป็นกรรมการ ของ น.ส.พินทองทา   ชินวัตร)


    (เอกสาร วันที่เข้าเป็นกรรมการ ของ นายพานทองแท้   ชินวัตร)

     ถ้าลูกๆเป็นเจ้าของ Ample Rich  การซื้อขายหุ้นในราคาพาร์จะถูกตีความเหมือนกรณีย์ที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น   แต่เมื่อลูกๆเป็นกรรมการด้วย  จึงไม่นับเป็นการซื้อขายหุ้นแบบปกติ  ถือว่าบริษัทให้ประโยชน์ แก่กรรมการ  ต้องนับเป็นรายได้ตามมูลค่าจริงและต้องเสียภาษี 

     ทั้งหมดที่นำเสนอ เป็นเรื่องของภาษีเงินได้ส่วนบุคคล  เรืองนี้เป็นความลับ เป็นสิทธิส่วนตน   เจ้าตัวจะเสียหรือไม่เสีย ไม่ต้องบอกใคร         กรมสรรพากรมีหน้าที่จะต้องติดตามการเสียภาษี     อย่าละเลยหน้าที่เป็นอันขาด   เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!

    คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านเรื่องภาษีตอน 1

    กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
    www.korbsak.com